
แนะพ่อแม่ฟังลูกคุย!!วันละ5-20นาทีเสริมพัฒนาการเด็ก
เด็กเล็กๆ ที่อยู่ในช่วงปฐมวัยและก้าวเข้าสู่การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเรียนหรือบางคนก็เข้าสู่ระบบการเรียนหนังสือในบางโรงเรียน ช่วงแรกของการไปโรงเรียนถือเป็นโลกใบใหม่ สังคมใหม่ของพวกเขา คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องใส่ใจ และสนใจพฤติกรรมต่างๆ ที่เด็กแสดงออ
พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรรับฟังสิ่งที่เด็กๆ อยากจะพูดอยากจะเล่าให้ฟัง เพราะการที่เด็กๆ มีเรื่องมาเล่าให้พ่อแม่ฟังนั้น หมายถึงว่าเขามีพัฒนาการในด้านความคิด ความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเด็กๆ ทุกคน
ดร.ฉัฐวีณ์ สิทธิศิรอรรถ อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แนะนำว่า เมื่อเด็กๆ ไปพบสิ่งใหม่ๆ ที่โรงเรียนและกลับมาถึงบ้านพวกเขาอยากจะพูดอยากจะคุยให้พ่อแม่หรือปู่ย่า ตายายได้ฟัง ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็ก การที่ผู้ใหญ่ตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กๆ อยากจะเล่า จะทำให้เกิดการพัฒนาทางภาษา ทักษะทางภาษาของเด็กมีการพัฒนา เด็กจะถ่ายทอดออกมาทางคำพูดโดยถ่ายทอดมาจากประสบการณ์และจินตนาการของเด็ก
"การที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองสนใจและตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กๆ เล่า จะยิ่งกระตุ้นความคิดของเด็ก และทำให้เขามีพัฒนาการที่ดีในการด้านความคิด และการหาคำตอบ เมื่อพ่อแม่ฟังในสิ่งที่เด็กเล่าแล้วมีการโต้ตอบพูดคุยสอบถามเรื่องราวที่เขาเล่า จะเกิดการเรียนรู้ โดยพ่อแม่ได้เรียนรู้ว่าเด็กกำลังคิดอะไรมีความรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียน รู้สึกอย่างไรกับครู และเพื่อนๆ"
ทั้งนี้ ถ้าเด็กๆ คิดอะไรอยู่ เช่นกำลังคิดจะแกล้งเพื่อนหรือถูกเพื่อนแกล้ง พ่อแม่จะมีโอกาสตักเตือนและสอนลูกได้จากเรื่องเล่าประจำวันที่เกิดขึ้นเมื่อไปโรงเรียน
"แต่ละวันเด็กๆ จะมีเรื่องเล่าของตัวเอง ใช้เวลาอย่างมากที่สุด 5-20 นาที ดังนั้นพ่อแม่ควรจะจัดสรรเวลาส่วนนี้ให้ลูก เนื่องจากเป็นเวลาที่มีคุณค่าแก่เด็กๆ และพ่อแม่มาก"
สอดรับกับมุมมองของ ดร.พัฒนา ชัชพงศ์ อาจารย์ภาควิชาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ว่า การที่พ่อแม่รับฟังเรื่องเล่าจากลูกๆ จะทำให้เด็กรู้สึกดี สบายใจและมีความสุข และการฟังเพียงอย่างเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ พ่อแม่หรือผู้ปกครองควรแลกเปลี่ยนและพูดคุยกับเด็กๆ ด้วย อย่างเช่นเมื่อเด็กๆ เล่าว่าไปโรงเรียนได้เล่นสนุก มีของเล่นเยอะแยะ และได้ฟังนิทานจากคุณครู
พ่อแม่ต้องถามต่อว่าแล้วหนูเล่นกับใคร มีเพื่อนชื่ออะไรบ้าง คุณครูที่เล่านิทานชื่ออะไร ไหนลองเล่าให้แม่ หรือให้พ่อฟังซิว่า นิทานเรื่องที่หนูฟังมาจากคุณครูมันสนุกอย่างไร เด็กๆ ก็จะเล่าและพูดคุยต่อ การพูดคุยจึงมีการต่อเนื่อง เด็กๆ จะเกิดพัฒนาการทางภาษา เกิดความคิดและจินตนาการ การฟังเด็กๆ เล่าเรื่องราวของตัวเองที่โรงเรียนจึงเป็นการพัฒนาเด็กอย่างง่ายๆ ที่พ่อแม่บางคนอาจจะไม่เห็นประโยชน์ หากแต่ประโยชน์และคุณค่านั้นมีมากมาย
“การฟังเรื่องราวของเด็กๆ จะทำให้พ่อแม่เห็นพัฒนาการและการปรับตัวเพื่อเข้าสังคมของเด็กๆ ได้อย่างชัดเจน เพราะเขาจะเล่าว่าวันนี้เขารู้จักเพื่อนคนนั้นคนนี้ รู้จักและได้ช่วยคุณครูทำงาน สิ่งสำคัญพ่อแม่ต้องพูดทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับโรงเรียนให้เด็กๆ ฟัง ไม่ใช่สร้างทัศนะเชิงลบให้เด็กรู้สึกหวาดกลัวโรงเรียนและมีทัศนะที่ไม่ดีต่อโรงเรียน"
การพูดคุยกับเด็กๆ เกี่ยวกับเรื่องราวในโรงเรียนจึงควรเป็นเรื่องที่ดีๆ สิ่งสำคัญพ่อแม่ไม่ควรขู่เด็กเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ถ้าเด็กๆ ดื้อจะส่งไปให้ครูที่โรงเรียน ซึ่งเด็กๆ จะรู้สึกว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่น่ากลัว เขาจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษและมีทัศนะที่ไม่ดีต่อโรงเรียน แม้ว่าโรงเรียนแห่งนั้นจะมีการเรียนการสอนที่ดีและมีกิจกรรมที่แสนสนุก เพราะเด็กๆ ถูกประทับความรู้สึกที่ไม่ดีเกี่ยวกับโรงเรียนเอาไว้แล้ว
"กว่าเด็กๆ จะปรับตัวเองได้เพื่อเรียกความรู้สึกดีๆ และความมั่นใจที่มีต่อโรงเรียนกลับมานั้นจึงต้องใช้เวลาเป็นการบำบัด จะเห็นว่าคำพูดหรือถ้อยคำที่พ่อแม่ส่งผ่านไปถึงลูกนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องให้ความสำคัญอย่างมาก" ดร.พัฒนา กล่าวทิ้งท้าย
0มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ0



