ไลฟ์สไตล์

'บอร์ดอภ.'10คนไขก๊อกหลังโดนจี้ปลด

'บอร์ดอภ.'10คนไขก๊อกหลังโดนจี้ปลด

09 ก.ค. 2557

'บอร์ดอภ.'10คนไขก๊อกหลังโดนจี้ปลด 'หมอพิพัฒน์'ยันไม่เกี่ยวเอ็นจีโอกดดัน หวังเปิดทาง คสช.ทำตามนโยบาย

               หลังจากเครือข่ายสุขภาพเข้าร้องเรียน คสช.ให้ปลดบอร์ดองค์การเภสัชกรรม โดยระบุบริหารงานล้มเหลวจนเกิดวิกฤติขาดแคลนยาและพฤติกรรมส่อไปในทางไม่โปร่งใส ล่าสุดประธานและกรรมการบอร์ด 10 คนได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ให้เหตุผลว่าเพื่อเปิดทางให้ คสช.สานต่อตามนโยบาย ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการกดดันของเครือข่ายสุขภาพแต่อย่างใด

               เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) หรือบอร์ด อภ.เปิดเผยว่า คณะกรรมการ อภ.ได้หารือร่วมกันและเห็นตรงกันว่าจะลาออกจากตำแหน่งจำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานกรรมการอภ. 2.นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมการแพทย์ 3.นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา 4.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย 5.นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ 6.นพ.สมชัย นิจพานิช 7.นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย 8.พล.อ.สหชาติ พิพิธกุล 9.ดร.อัจนา ไวความดี และ10.ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว โดยจะยื่นหนังสือลาออกวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ต่อ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรักษา รมว.สาธารณสุข  และมีผลในวันดังกล่าว

               "ยืนยันว่าการลาออกครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องของ 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพแต่อย่างใด ซึ่งการลาออกของคณะกรรมการ อภ.ได้หารือกันมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ที่มีการตั้ง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ประกอบกับคณะกรรมการ อภ.ชุดนี้ จะหมดวาระในเดือนมีนาคม 2558 ทางเราจึงเห็นว่าเพื่อสนองนโยบายการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานรัฐวิสาหกิจของ คสช.จึงลาออกจากตำแหน่ง โดยจะเหลือเพียง นพ.ณรงค์ และนพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการ อภ.เท่านั้นที่ยังอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว" นพ.พิพัฒน์ ชี้แจง

               ผู้สื่อข่าวถามว่า การลาออกครั้งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการหนีปัญหาหรือไม่ นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า อาจจะมีบ้างที่จะถูกมองว่าหนี แต่ยืนยันว่าไม่ได้หนี และสามารถตามไปตรวจสอบได้เสมอ แต่หากไม่ลาออกก็อาจจะถูกมองว่าอยู่เพื่อรักษาผลประโยชน์ได้เช่นกัน

               อนึ่ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทน 8 เครือข่ายสุขภาพ ประกอบด้วย ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท กลุ่มศึกษาปัญหายา กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาและมูลนิธิเภสัชชนบท นำโดย นพ.วชิระ บถพิบูลย์ เข้ายื่นหนังสือต่อ คสช.ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้พิจารณาปลดคณะกรรมการ อภ.โดยอ้างเหตุผลบริหารล้มเหลวจนเกิดวิกฤติยาขาดแคลน และมีพฤติกรรมส่อว่าจะดำเนินการให้ อภ.อ่อนแอ เพื่อประโยชน์ของธุรกิจยาข้ามชาติพร้อมระบุด้วยว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเป็นคณะกรรมการบอร์ด อภ.ต้องร่วมรับผิดชอบ และไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้กลับเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหาหรือเข้ามาเป็นกรรมการบอร์ดอีกต่อไป

               ตัวแทนชมรมเภสัชชนบท ยังได้กล่าวถึงปัญหาวิกฤติขาดแคลนยาว่า โรงพยาบาลต่างจังหวัดจำนวนมากเผชิญภาวะขาดยา เพราะ อภ.ไม่สามารถส่งยาได้ และการที่ ผอ.และบอร์ดหวังที่จะแก้ปัญหาภาวะขาดทุนด้วยการงดผลิตยาจำเป็น เช่น เบาหวาน ซึ่งเป็นผู้ผลิตส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐกว่า 80% ของที่ใช้กับคนไข้ทั้งประเทศด้วยเหตุผลว่ากำไรน้อย ทั้งที่พันธกิจของ อภ.ต้องไม่มุ่งเอากำไรมาก เพื่อให้โรงพยาบาลรัฐที่ใช้เงินภาษีประชาชนซื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ อภ.ไม่ทำตามพันธกิจ ผู้เดือดร้อนก็อยู่ที่ประชาชน นอกจากนี้ พบว่าการก่อสร้างโรงงานยาที่รังสิตและโรงงานวัคซีน ที่อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ได้ดำเนินการล่าช้าและพบว่าอาจส่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทที่เคยยกเลิกสัญญาไปแล้วและดำเนินการไม่เป็นตามกำหนดเวลา

               ขณะที่ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย กล่าวเช่นกันว่า อภ.ขาดส่งยาไปยังกองทุนยาต้านไวรัสกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาต่อไปคนไข้ก็อาจขาดยา

               อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการ อภ.ได้ชี้แจงกรณีเรื่องยาขาดแคลน 2-3 รายการ อาทิ ยารักษาโรคเบาหวาน สาเหตุจาก เมื่อ 10 เดือนที่แล้วเกิดกรณีบรรจุยาปนกันจนเป็นเหตุให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้ามาตรวจสอบและสั่งระงับการผลิต เพื่อให้ปรับปรุงโรงงานให้ได้มาตรฐาน ทำให้ต้องนำกำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่มาเฉลี่ยการผลิตยารักษาโรคเบาหวานและยาอื่นๆ ที่จำเป็นร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนยาตั้งแต่นั้นมา แต่ก็ได้จัดหายาจากบริษัทเอกชนหลายแหล่งเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งราคาไม่ได้แตกต่างกัน พร้อมทั้งให้ตรวจสอบการทำงานได้ทุกเรื่อง ยืนยันการบริหารเป็นไปด้วยความโปร่งใส