ไลฟ์สไตล์

หยุด ! ฟาสต์ฟู้ด…ก่อนพาลูกเข้าสู่เออีซี

หยุด ! ฟาสต์ฟู้ด…ก่อนพาลูกเข้าสู่เออีซี

09 ก.ค. 2557

ดูแลสุขภาพ : หยุด ! ฟาสต์ฟู้ด…ก่อนพาลูกเข้าสู่เออีซี

 
                          เมื่อประตูอาเซียนเปิด เราต่างก็มุ่งหวังถึงผลของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก คุณพ่อคุณแม่เองก็เช่นกัน ต่างก็คงขะมักเขม้นฝึกปรือในเรื่องของการศึกษาและภาษาให้ลูกอยู่ จนลืมไปว่าโภชนาการของเด็กๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้
 
                          ยิ่งทุกวันนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเด็กๆ ไปแล้ว ทั้งจากการบีบคั้นในเรื่องของเวลาและความสะดวกสบาย รวมถึงสื่อโฆษณาต่างๆ ที่สร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ หันมากินอาหารฟาสต์ฟู้ดกันมากขึ้น โดยในแต่ละมื้อเด็กๆ จะได้รับพลังงานที่เกินความต้องการอยู่มาก เช่น แฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ให้พลังงาน 385 กิโลแคลอรี มันฝรั่งทอดขนาดจัมโบ้ ให้พลังงาน 314 กิโลแคลอรี และน้ำอัดลม 55 กิโลแคลอรี 
 
                          จะเห็นว่าอาหารฟาสต์ฟู้ด 1 มื้อ เด็กๆ จะได้รับพลังงานถึง 754 กิโลแคลอรี ทั้งที่ใน 1 วัน ร่างกายต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี เพราะฉะนั้นหากให้เด็กๆ กินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไป พวกเขาย่อมได้รับพลังงานเกินจำเป็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้อาหารต่างๆ เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย อาทิ
 
                          โรคอ้วน อย่างที่ทราบกันดีว่า เด็กไทยมีสัดส่วนของโรคอ้วนถึง 1 ใน 10 คน และยังมีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสาเหตุหลักก็คงไม่พ้นการกินอาหารที่ผิดหลักโภชนาการนั่นเอง
 
                          โรคภูมิแพ้ ทั้งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากสารเคมีที่ใช้ในการผสมอาหารทั้งหลาย เช่น สารแต่งกลิ่น สารแต่งสี สารกันบูด ฯลฯ ในอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดนั่นเอง 
 
                          ริดสีดวงทวาร เพราะอาหารที่เด็กๆ กินเข้าไป มีแต่แป้งและไขมันไม่ค่อยมีกากใย ดังนั้นจึงทำให้เด็กที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำมักจะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ อึแข็ง ถ่ายยาก อันเป็นสาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวาร ซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
 
                          โรคหัวใจ เนื่องจากอาหารฟาสต์ฟู้ดมักจะมี ไขมัน เกลือ และคอเรสเตอรอล ในปริมาณที่สูง ดังนั้นหากกินมากๆ ก็จะทำให้เกิดไขมันสะสมและเกาะตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดง ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบตัน มีปัญหาในการสูบฉีดเลือด จนหัวใจขาดเลือดในที่สุด
 
                          เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจในเรื่องโภชนาการอาหารของลูกเสียใหม่ และอาจจะต้องพยายามควบคุมตนเอง ไม่ให้กินอาหารเหล่านั้นเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก นอกจากนี้ควรวางแผนในการเตรียมอาหารของลูกไว้ล่วงหน้าด้วย และแทนอาหารว่างของลูกจากขนมกรุบกรอบเป็น ผลไม้ หรือถั่วต่างๆ จะดีกว่า 
 
                          ที่สำคัญควรให้ลูกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และต้องให้ลูกดื่มนมอย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งเด็กทารก 0-6 เดือนควรให้กินนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว ส่วนเด็กก่อนวัยเรียนควรให้ดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว วัยเรียนวันละ 2 แก้ว ก็จะช่วยเตรียมความพร้อมด้านโภชนาการให้ลูกสามารถก้าวสู่เออีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว 
 
 
 
 
นพ.ประพัฒน์ โสภณาทรณ์
 
ผู้อำนวยการบริหารสมาคม
 
ผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก