ไลฟ์สไตล์

ชูอาหารไอโอดีนป้องกัน'เด็กเอ๋อ'ชวนพ่อแม่เติมสารไอโอดีนให้ลูก

ชูอาหารไอโอดีนป้องกัน'เด็กเอ๋อ'ชวนพ่อแม่เติมสารไอโอดีนให้ลูก

08 ก.ค. 2557

ชูอาหารไอโอดีนป้องกัน'เด็กเอ๋อ'ชวนพ่อแม่เติมสารไอโอดีนให้ลูก : ทีมข่าวสาธารณสุขรายงาน

                “เด็กเอ๋อ” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการป้องกัน รณรงค์แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายในการให้ความรู้ ความเข้าใจ ส่งเสริมการบริโภคเกลือไอโอดีน สร้างเครือข่ายในแต่ละภาคี รวมถึงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในกลุ่มเสี่ยง

                โดย "กระทรวงสาธารณสุข" มีแผนควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนในระยะ พ.ศ.2557-2559 โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดโรคขาดสารไอโอดีน เสริมสร้างสติปัญญาและสุขภาวะที่ดีของทุกกลุ่มวัย โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนระดับนโยบาย สร้างความร่วมมือองค์กร ภาคีเครือข่าย เน้นการผลิตและกระจายเกลือเสริมไอโอดีน บังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ในกลุ่มเสี่ยง มีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน และมีการศึกษาวิจัยต่างๆ รณรงค์ โดยสนับสนุนให้มีการบริโภคน้ำดื่มเสริมไอโอดีน ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้สถานบริการสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนจ่ายยาเม็ดวิตามินเสริมไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดนาน 6 เดือน  อย่างต่อเนื่อง

                ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย หนึ่งในหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้ และสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์เสริมสร้างไอโอดีนให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ กล่าวว่า ไอโอดีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมองและการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่ได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอสมองจะเติบโตช้ากว่าปกติและมีผลต่อสติปัญญา เพราะถ้าขาดไอโอดีนรุนแรงจะเป็นโรคเอ๋อ ซึ่งกรมอนามัยมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี กำหนดให้เป็น วันไอโอดีนแห่งชาติ ที่นอกจากจะจัดกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการใช้เกลือไอโอดีนในการทำอาหารแล้ว ยังคัดเลือกอาหารที่ถือได้ว่าเป็นเมนูยอดนิยมของคนไทย อย่าง "ส้มตำไอโอดีน" ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีน อาทิ "น้ำปลาเสริมไอโอดีน"  "เกลือเสริมไอโอดีน" มาเป็นส่วนผสมในการปรุงอาหาร และร่วมมือกับภาคเอกชน องค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมในชุมชน จังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจว่า การเติมสารไอโอดีนที่มีผลต่อการพัฒนาสติปัญญาให้แก่ลูกหลาน คนในครอบครัวมีความสำคัญอย่างไร

                จากผลการสำรวจระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ทั่วประเทศไทย ล่าสุดในปี 2556 พบสัดส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่มีค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร ร้อยละ 51.3 ซึ่งถือเป็นพื้นที่ขาดสารไอโอดีนตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (ฮู) ดังนั้น สธ.มีนโยบายให้สถานพยาบาลในสังกัดทุกแห่งจ่าย "ยาเม็ดวิตามินรวม" ประกอบด้วย "ไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก" ให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนกินวันละ 1 เม็ด ตั้งแต่ไปฝากครรภ์จนถึงหลังคลอดขณะให้นมบุตร 6 เดือน เพื่อให้เด็กได้รับแร่ธาตุที่สำคัญทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวผ่านทางน้ำนมแม่ เพื่อสร้างให้เด็กไทยมีไอคิวเกิน 100 จุดเทียบเท่ามาตรฐานสากล

                น.ส.พนิดา  ชูศรีหะรันย์ คุณแม่วัยอายุ 32 ปี ของน้องช้าง อายุ 2 ขวบ เล่าว่า เป็นคนหนึ่งที่ดูแลตัวเองอย่างดีในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีเกลือไอโอดีน หรืออาหารที่ให้คุณค่าสารไอโอดีน อย่างปลาทะเล อาหารทะเลต่างๆ เพราะรู้ว่าถ้าแม่ไม่ได้รับสารไอโอดีนที่เหมาะสมอาจทำให้ลูกเกิดมาอาการผิดปกติได้ และเมื่อลูกคลอดออกมาแล้วแม่เองก็ต้องรับประทานอาหารที่ดีเพื่อให้นมลูก ขณะเดียวกันอาหารที่ให้ลูกรับประทานก็ควรจะมีคุณค่าทางโภชนาการ และลดการใส่เครื่องปรุงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งพ่อแม่ในปัจจุบันถือว่าโชคดีมาก เพราะเกลือไอโอดีนสามารถหาซื้อได้ทั่วไป สามารถนำมาใช้ประกอบอาหาร

                “การรณรงค์ให้ความรู้ ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคเกลือไอโอดีนของกรมอนามัย เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะต้องยอมรับว่ามีหลายครอบครัว พ่อแม่หลายคนที่ยังไม่เห็นความสำคัญในการเติมสารไอโอดีนให้แก่ตนเอง หรือลูก แถมบางคนยังมองว่ากินเกลือ หรือรับประทานอาหารอะไรก็ได้ เพราะให้ความเค็มไม่แตกต่างกัน” น.ส.พนิดา กล่าว

                ตลอดช่วงชีวิตของคนต้องการสารไอโอดีนรวมกันแล้วไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือเฉลี่ยแล้วในวันหนึ่งๆ แม้ร่างกายต้องการสารไอโอดีนเพียงแค่ 150 ไมโครกรัม

                นางพิสัย ประปาปะสต อายุ 41 ปี ประธานชมรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกลือไอโอดีน เล่าว่า คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีภาวะเสี่ยงขาดสารไอโอดีนมาก เพราะด้วยการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารทะเล หรือบางคนมองว่ารับประทานอาหารจากส้มตำ ปลาร้า ขนมขบเคี้ยวก็มีความเค็มอยู่แล้ว ไม่ต้องเลือกเกลือไอโอดีนมาใช้ และบางคนก็ไม่รู้ว่าเกลือไอโอดีนดีอย่างไร ทางชมรมซึ่งได้ร่วมกับกรมอนามัย จะลงพื้นที่ทำการเผยแพร่ความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละจังหวัด อาทิ มหาสารคาม ขอนแก่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ และโทษ โรคภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับประทานเกลือไอโอดีนจำนวนที่เหมาะสม

                "อย่างไรก็ตาม การจะรณรงค์ให้ประชาชนหันมาสนใจการรับประทานอาหารที่มีสารไอโอดีนเห็นผลอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายต้องร่วมมือสร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของเกลือไอโอดี เชื่อว่าหากประชาชนรับรู้ผลดี ผลเสียก็น่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้เกลือไอโอดีนในการทำอาหารมากขึ้น" นางพิสัยเล่าทิ้งท้าย

.................

(หมายเหตุ : ชูอาหารไอโอดีนป้องกัน'เด็กเอ๋อ' ชวนพ่อแม่เติมสารไอโอดีนให้ลูก : ทีมข่าวสาธารณสุขรายงาน)