ไลฟ์สไตล์

เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน'

เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน'

06 ก.ค. 2557

ท่องโลกเกษตร : เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน' สุดยอดปลาน้ำลึกปรุงได้หลายเมนู : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                        ก่อนเข้าสู่เทศกาลเดือนรอมฎอน ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกจะถือศีลอด เพียง 1 วัน ตรงกับช่วงบ่ายของวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ที่บริเวณลานโปรโมชั่นชั้น 1 ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต ฝั่งโฮมเวิร์ค อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีชายหนุ่มถึงวัยกลางคนสลับกับสตรีประปรายสวมเสื้อกุ๊ก หรือชุดเชฟ สวมหมวกขาวทรงสูง ต่างกุลีกุจออยู่กับการแล่ปลา "จุดฟ้าอันดามัน" บ้างก็เตรียมชุดเครื่องปรุงเพื่อประชันปรุงเมนูเด็ด ใหม่ล่าสุดที่ยังไม่มีจำหน่ายที่ไหนมาก่อนในโรงแรมของจังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน และนักท่องเที่ยวที่สนใจอย่างหนาแน่น 
 
                        นี่เป็นบรรยากาศในการจัดกิจกรรมการแข่งขันประกอบอาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับซึ่งจังหวัดภูเก็ต กรมประมง และสมาคมพ่อครัวไทยภูเก็ต เพื่อสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้แก่ ปลาจุดฟ้าอันดามัน ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และพิสูจน์ให้เห็นว่า ปลาจุดฟ้าอันดามัน สามารถสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายที่นอกเหนือไปจากการทำอาหารทั่วไป ที่อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ สารพัดนึ่ง ผัดฉ่า ผัดเผ็ด และอื่นๆ อีกมากมาย 
 
 
เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน'
 
 
                        ปลาจุดฟ้าอันดามัน ชาวบ้านเรียกว่า "ปลากะรังจุดฟ้า"  ลักษณะลำตัวแบนยาว บริเวณรอบดวงตาไม่มีเกล็ด มีความยาวถึง 120 ซม. หางเป็นแบนตรงเว้ากลางเล็กน้อย ขนาดสมบูรณ์เพศน้ำหนักมีราว 3 กก.และสูงสุด 7 กก.ตามตัวสีหลากหลายตั้งแต่ เขียวแดง หรือน้ำตาล ตามมีจะมีจุดสีฟ้าเล็กๆ มักพบในทะเลความลึกตั้งแต่ 3-100 เมตร แถบทะเลเขตร้อน ได้แก่ ประเทศไทยทั้งอ่าวไทย อันดามัน อินโดแปซิฟิก ตอนใต้ของญี่ปุ่นถึงออสเตรเลีย ทางตอนใต้ของหมู่เกาะแคโรลีน และฟิจิ ส่วนในเขตอบอุ่นพบบ้างแต่ไม่มากเท่า ส่วนในทะเลฝั่งอ่าวไทย ชาวบ้านเรียกว่า "ปลากุดสลาด" หรือ "ปลาย่ำสวาท"
 
                        แม้ปลาชนิดสามารถวางไข่ได้กว่า 2 ฟองต่อตัว แต่อัตรารอดน้อยมาก ทำให้ปลากะรังจุดฟ้ากลายเป็นปลาหายาก เนื้ออร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสุง และราคาแพง กก.ละ 800-1,200 บาท กระทั่งล่าสุดกรมประมง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยจาก สวก.ประสบผลสำเร็จในการทำการวิจัยพัฒนาขยายพันธุ์ปลากะรังจุดฟ้าภายใต้ "โครงการต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตั้งชื่อใหม่ว่า "ปลาจุดฟ้าอันดามัน" และกำลังอยู่ในขั้นตอนการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงในกระชัง และอนาคตจะพัฒนาเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ ของ จ.ภูเก็ต และจังหวัดฝั่งทะเลอันดามันต่อไป
 
 
เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน'
 
 
                        ย้อนอดีต  นายธวัช ศรีวีระชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต เล่าว่า ที่จริงปลากะรัง ท้องถิ่นเรียกว่า ปลาเก๋า หรือ ปลาตุ๊กแก เป็นปลาน้ำลึกที่มีราคาแพง ตก กก.ละ 800-1,200 บาท เดิมเกษตรกรนิยมนำลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยงในกระชัง เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ฮ่องกง และไต้หวัน แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และคนภูเก็ตเองไม่ได้บริโภค กระทั่งปี 2546 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กรมประมง ได้ทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางในการที่ขยายพันธุ์ปลากะรัง 3 ชนิดในตระกูลเดียวกันคือ ปลากะรังจุดฟ้า ปลาเก๋าเสือ และปลาหมอทะเล รวมทั้งปรับปรุงเทคนิคการเพาะเลี้ยง แต่พบว่าอัตรารอด 0-3% เท่านั้น 
 
                        ในปี 2554 ทางกรมประมง ได้ทุนสนับสนุนจาก สวก. เพื่อทำการวิจัยพัฒนาขยายพันธุ์ปลากะรัง 3 ชนิดภายใต้ "โครงการต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์" ผลการดำเนินงานพบว่าอัตราการรอด เพิ่มขึ้นเป็น 5-10%  ปัจจุบันเราสามารถเพาะปลากะรังได้แล้วกว่า 2.2 แสนตัว และส่งต่อให้แก่เกษตรกรใน จ.ภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงเลี้ยง พร้อมเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ต่อไปจะส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปลาจุดฟ้าอันดามัน เพื่อบริโภคภายใน จ.ภูเก็ต หากใครจะบริโภคปลาจุดฟ้าอันดามันต้องมาภูเก็ตเท่านั้น ซึ่งจะมีเมนูเด็ดโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารชั้นนำ และจะขายเฉพาะในภูเก็ต เว้นแต่ว่าเราผลิตเกินปริมาณที่ต้องการอาจส่งตลาดข้างนอกบ้าง
 
                        สอดรับแนวคิดของ นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง ซึ่งไปเป็นประธานเปิดงาน บอกว่า จ.ภูเก็ต เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การผลักดันให้เกิดเมนูอาหารที่ทำจากปลากะรังจุดฟ้า ซึ่งเป็นปลาที่มีราคาสูง เนื้ออร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ให้นักท่องเที่ยวได้สั่งมาลิ้มลองถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นการเปิดตลาดภายในประเทศ และการวิจัยเพาะขยายพันธุ์ให้เกษตรกรนำปลาเหล่านี้ไปเพาะเลี้ยงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการลดการจับปลาในธรรมชาติด้วย เพราะปลากะรัง มีจำนวนลดลง ขณะนี้งานวิจัยถือว่าประสบความสำเร็จและสามารถเลี้ยงได้เลย 
 
                        ขณะที่น รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการ สวก. บอกว่า  ผลผลิตจากโครงการวิจัยนี้ ทาง สวก.จะปรับกลยุทธ์ในการกระตุ้นความต้องการของตลาดเชิงรุกต่อไป โดยจะเชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว ผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิดเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างความต้องการของตลาดให้มีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการประกวดอาหารจากปลาจุดฟ้าอันดามันในครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงเทคโนโลยีการเลี้ยงสมัยใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาไปสู่ประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้านต่อไป เพราะผลการวิจัยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ เพราะถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดมีความต้องการสูง 
 
 
เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน'
 
 
                        และแล้ว การแข่งขันประกอบอาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้า อันดามัน” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะกรรมการก็ได้ประกาศออกมา ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 2 ทีม เนื่องจากคณะกรรมการให้คะแนนเท่ากันคือทีมเชฟโรงแรม เดอะชาม รีสอร์ท ภูเก็ต(ปาตอง)ชื่ออาหาร "ฟิลเล่ เชลล์ฟิตซอส" และอีกทีมคือเชฟจากโรงแรมอัลลามินดา ลากูน่า หาดสุรินทร์ ภูเก็ต ชื่ออาหาร "ปลาเก๋าสมุนไพร" นอกจากนี้ยังมีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1-2 และรางวัลชมเชย จนมืดค่ำหลังจากที่ได้มอบรางวัลแล้วทีม "ท่องโลกเกษตร" และคณะอำลาเกาะไข่มุกแห่งอันดามันสู่กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ
 
 
 
 
--------------------------
 
(ท่องโลกเกษตร : เยือนถิ่นเพาะเลี้ยง 'จุดฟ้าอันดามัน' สุดยอดปลาน้ำลึกปรุงได้หลายเมนู : โดย...ดลมนัส กาเจ)