
แก้'วิกฤติแรงงาน'ต้อง'ปฏิรูปการศึกษา'
05 ก.ค. 2557
แก้'วิกฤติแรงงาน'ต้อง'ปฏิรูปการศึกษา' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
ในสภาวะวิกฤติขาดแคลนแรงงานแบบสุด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพราะอยู่ดีๆ ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานสัญชาติ “กัมพูชา” ได้หายไปแบบกะทันหันกว่า 4 แสนคน ในบางไซต์งานก่อสร้างถึงขั้นเป็นอัมพาตกันเลยทีเดียวครับ เพราะในการก่อสร้างก็ต้องอาศัยแรงงานนี่แหละครับเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการปิดงาน ผมเคยเกริ่นในเรื่อง “วิกฤติแรงงาน” มาหลายปีแล้ว เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังรอเวลาที่จะระเบิด ซึ่งผมขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่าสาเหตุสำคัญนั้นมาจากการเดินนโยบายที่ผิดพลาดมาหลายรัฐบาล ที่ไม่ใช้นโยบายระยะยาว มีแต่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น แบบ “ประชานิยม” หวังผลจากการเลือกตั้ง จึงเป็นการบริหารจัดการแบบ “ไปตายเอาดาบหน้า” ซึ่ง “นโยบายปฏิรูปการศึกษา” ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ล้มเหลวและเดินผิดทางครับ
ระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันที่ทำให้คนเชื่อว่ายิ่งเรียนสูงยิ่งได้รับประกาศนียบัตร และปริญญาบัตร จะยิ่งนำมาซึ่งโอกาสในหน้าที่การงานที่ดี ในปัจจุบันเด็กไทยส่วนใหญ่จึงไม่สนใจที่จะเรียนในสาขาวิชาชีพ อาทิ เป็นช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมเครื่องยนต์กลไก ฯลฯ มุ่งแต่จะเรียนให้สูงโดยหวังงานที่สบาย คอยนั่งชี้นิ้ว เป็นเจ้าคนนายคน ผลคือเด็กไทยล้วนแล้วแต่มีใบปริญญาใส่กรอบเต็มบ้าน และในขณะเดียวกันก็ตกงานกันเต็มเมืองเช่นกัน ถ้าไม่เชื่อผมท่านลองไปเยี่ยมบ้านของคนที่ท่านรู้จัก จะเห็นได้ว่าแทบทุกบ้านเต็มไปด้วยรูปรับประกาศนียบัตร ใบปริญญาแขวนประดับข้างฝาเต็มไปหมด เป็นการเรียนแบบความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด กลายเป็นคนทำงานไม่เป็น เพราะดูเผิน ๆ เหมือนรู้กว้างแต่แท้จริงแล้วไม่รู้ลึก รู้จริง ประกอบกับค่านิยมที่ปลูกฝังมาแบบผิด ๆ ผลที่ได้รับคือ ใบปริญญาตรี โท เอก เต็มบ้านไปหมด (จะว่าไปแล้วรวมทั้งผมด้วยที่สะสมปริญญาบัตรมาหลายใบ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ใช้) ไว้เป็นความภาคภูมิใจและเป็นยันต์กันคนดูถูกเท่านั้น
ความจริงแล้วในความเห็นของผม การศึกษาที่ถูกต้องนั้นควรจะต้องสะท้อนความเป็นจริงของชีวิต แต่การศึกษาของไทยในปัจจุบันกลับสวนทางดึงลูกหลานไทยออกจากความเป็นจริงของชีวิต เช่น จากการเป็นเกษตรกร, การเป็นช่างฝีมือ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับที่การศึกษาทำให้การสืบทอดทางนวัตกรรมอันเป็นภูมิปัญญาโบราณก็มีอันเป็นต้องสูญหายไป เช่น บรรพบุรุษเป็นช่างไม้, ช่างปูนที่มีฝีมือ ก็ไม่อยากให้ลูกหลานได้สืบทอด อยากให้ทำงานสบาย ๆ ในห้องเครื่องติดปรับอากาศ ผลคือ พอจบการศึกษาได้รับใบปริญญามาก็ไปเป็นพนักงานขายสินค้า,พนักงานเข็นรถ, พนักงานเสิร์ฟอาหาร ฯลฯ ส่วนอาชีพของบรรพบุรุษก็กลับต้องพึ่งพาบรรดาแรงงานต่างชาติ เช่น เขมร, มอญ, พม่า, ฯลฯ ที่ยังหนักเอาเบาสู้อยู่ครับ
ผมได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตใน “ยุโรป” ทำให้ชื่นชมและชื่นชอบในระบบการศึกษาของ “เยอรมนี” มากครับ หนุ่มสาวจำนวนไม่ใช่น้อยในประเทศนี้ เลือกที่จะประกอบอาชีพเป็นช่างในสาขาต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น ช่างไม้, ช่างปูน, ช่างซ่อมเครื่องยนต์กลไก ฯลฯ และสังคมโดยรวมก็ให้เกียรติว่าเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี ทั้งยังได้รับค่าตอบแทนที่สูง (ช่างที่ชำนาญการบางคนมีเงินเดือนเป็นแสน) มักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “บลู คอร่า” คือ พวกที่อยู่ตรงข้ามกับพวกที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่สูทผูกไท ที่เรียกว่า “ไวท์ คอร่า” ที่นั่งหน้าใสอยู่ในออฟฟิศ ที่อาจดูสวย โก้ ดูดี แต่ส่วนใหญ่มักจะมีรายได้น้อยกว่าพวก “บลู คอร่า” เกือบ 2 เท่า พวก “บลูคอร่า” นี้แหละครับเป็น “Backbone” คือ “กระดูกสันหลัง” ที่แข็งแกร่งของชาติ “เยอรมนี” บรรดาหนุ่มสาวเหล่านี้หลังจากจบการศึกษาเบื้องต้นในภาคบังคับก็มุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนต่อในสาขาวิชาชีพ ประเภท “วิทยาลัยเทคนิค” หรือ “Technical College” และใครสนใจใฝ่รู้มากกว่านั้นก็ศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปอีกทางเชิงช่างที่มักเรียกว่า “สถาบันเทคโนโลยี” หรือ “Institute of Technology” ซึ่งเต็มไปด้วยตัวจริง เสียงจริง ที่เก่งจริง มีผลงานจริง ไม่ใช่เต็มไปด้วยนักวิชาการประเภท “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม” อย่างในสถาบันการศึกษาไทย
จะว่าไปแล้วการวางโครงสร้างทางการศึกษาที่ผิดพลาดเปรียบเหมือน “กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิด” จะตั้งใจกลัดเม็ดที่ 2, 3,4 ให้ดีอย่างไรก็ผิด ผลคือ ในแต่ละปีแรงงานไทยนับล้านคนต้องสูญเปล่าเพราะการศึกษาไทยได้นำเอาเด็กดีๆ มันสมองดีๆ ไปปู่ยี่ปู่ยำทำเสียหมด มีจำนวนมิใช่น้อยที่หลงระเริงไปกับแสงสีของลัทธิ “บริโภคนิยม” และ “สุขนิยม” รวมทั้งบางคนแย่ไปกว่านั้นตกเป็นทาสของยาเสพติด จะเห็น “เด็กแว้น” และ “เด็กสก๊อย” เต็มบ้านเต็มเมือง
คงไม่มีข้อแก้ตัวอะไรหรอกครับ เพราะความจริงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ ในปัจจุบันมีคนงานต่างชาติทั้งถูก “กฎหมาย” และถูก “กฎหมู่” อยู่ราว 8-12 ล้านคน แทรกอยู่ในทุกอุตสาหกรรม หลายล้านคนก็แทรกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่ทุกไซต์งานก่อสร้างต่างก็มีชาวต่างชาติกำลังทำงานที่คนไทยไม่อยากทำ นี่ยังไม่นับอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารทะเล, อุตสาหกรรมการประมง และอุตสาหกรรมการบริการอื่นๆ คิดแล้วก็หงุดหงิดพอสมควรครับ เพราะว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติเกือบสายเกินแก้ เพียงแค่แรงงานต่างชาติกลับบ้าน 4-5 แสนคน ยังสาหัสสากรรจ์ถึงเพียงนี้ หากพร้อมใจกันกลับบ้านเกินครึ่งสัก 6 ล้านคน ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการคนไทยคงทำอะไรไม่ถูกหรอกครับ
ดังนั้นเมื่อ “รู้เช่นเห็นชาติ” ได้รับทราบถึง “ต้นตอ” ของปัญหาก็ “ต้อง” แก้ที่ “เหตุ” ที่ก่อให้เกิดปัญหา คือต้องแก้ที่โครงสร้างระบบการศึกษาในปัจจุบันที่กำลังเป็น “กระทงหลงทาง” ไหนๆ ก็ “ปฏิรูปการเมือง” กันแล้วก็ควรจะ “ปฏิรูปการศึกษา” ไปพร้อมกันเสียทีก็น่าจะดีครับ
.......................................
(หมายเหตุ แก้'วิกฤติแรงงาน'ต้อง'ปฏิรูปการศึกษา' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)



