
อุบัติเหตุกับผู้ป่วยโรคลมชัก
26 มิ.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : อุบัติเหตุกับผู้ป่วยโรคลมชัก
โรคลมชัก คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมอง พบได้ทุกเพศทุกวัยและทุกกลุ่มอายุ พบได้ประมาณ 6-7 คนต่อประชากร 1,000 คน ดังนั้นในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคลมชักประมาณ 4 แสนคน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคลมชักอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปีละ 1.3 หมื่นคน และเสียชีวิตปีละ 200 คน ดังนั้นโรคลมชักเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญโรคหนึ่ง และจากข่าวผู้ป่วยโรคลมชักมีอาการชักขณะขับรถ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง มีผู้ประสบอุบัติเหตุดังกล่าวเสียชีวิตถึง 4 คน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจโรคลมชักเป็นอย่างดี
โรคลมชักเกิดจากอะไร
โรคลมชักเกิดจากกระแสไฟฟ้าในสมองผิดปกติ โดยมีสาเหตุหลายสาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะติดเชื้อในสมอง ก้อนเนื้อในสมอง อุบัติเหตุต่อกะโหลกศีรษะและสมอง พยาธิในสมอง และอีกส่วนหนึ่งหาสาเหตุไม่พบ ลักษณะสำคัญของอาการชักคือ มีอาการผิดปกติที่มีรูปแบบคล้ายกันทุกครั้งที่มีอาการ เป็นเองหายเองได้ และเป็นซ้ำโดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระตุ้น
โรคลมชักมีชนิดใดบ้าง
โรคลมชักมี 2 รูปแบบ 1.ชนิดการชักเฉพาะส่วนของร่างกาย มีความรู้สึกตัวปกติ เช่น กระตุกของแขน ใบหน้า เป็นต้น 2.ชนิดการชักแบบทั่วทั้งตัวและหมดสติ ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก คือ การชักเกร็งกระตุกทั้งตัว หมดสติ หรือโรคลมบ้าหมู การชักแบบนั่งนิ่งเหม่อลอย ล้มลงทั้งยืน การชักแบบพฤติกรรมผิดปกติและอาการค่อยๆ ลุกลามเป็นทั้งตัว หมดสติ เป็นต้น
การชักมีอันตรายอย่างไร
การชักถ้าไม่บ่อยและไม่เกิดอุบัติเหตุ ก็มีผลเสียต่อสมองและร่างกายไม่มาก ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวไม่ต่างกับคนอื่นๆ แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุจากการชัก เพราะหมดสติ ไม่สามารถควบคุมสติได้ หรือล้มลงกับพื้นก็มีโอกาสเกิดอันตรายต่อร่างกายตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย จนกระทั่งเสียชีวิตได้
ผู้ป่วยโรคลมชักทุกคนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุแตกต่างกัน ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย คือ
1.ชนิดของการชัก พบว่า การชักชนิดเกร็งกระตุกทั้งตัวและหมดสติ หรือการชักชนิดล้มลงกับพื้นทันทีเนื่องจากเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออย่างทันที เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าการชักชนิดอื่นๆ เพราะผู้ป่วยจะหมดสติและล้มลงขณะชัก แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเตือนก่อนการชักก็จะเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า เพราะผู้ป่วยทราบว่าจะเกิดอาการชักจึงสามารถหยุดทำกิจกรรม นั่งหรือนอนลงกับพื้นได้
2.ความถี่ของการชัก ถ้าผู้ป่วยชักบ่อยมากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน มีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ
3.ผู้หญิง พบว่ามีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกมากกว่าผู้ชาย เพราะหน้าที่ในการทำงานบ้านของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่น ปรุงอาหาร รีดผ้า เป็นต้น
4.ช่วงเวลาที่เกิดอาการชัก พบว่า ถ้าอาการชักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน หรือขณะที่นอนหลับเท่านั้น โอกาสที่เกิดอุบัติเหตุน้อยมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่พักผ่อนและนอน แต่ถ้าอาการชักเกิดขึ้นในเวลากลางวันขณะที่ทำงาน หรืออยู่นอกบ้าน ระหว่างการเดินทางก็จะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้สูงกว่ามาก
5.ผลแทรกซ้อนจากการรับปประทานยากันชัก เช่น ง่วง ซึม เดินเซ มือสั่น เสียการทรงตัว
มีแนวทางป้องกันอุบัติเหตุสำหรับผู้ป่วยโรคลมชัก คือ
1.ต้องรับการรักษาโรคลมชักเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง เพื่อควบคุมไม่ให้มีอาการชัก และระวังผลแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น อาการเดินเซ มือสั่น หรือซึม พยายามอย่าให้เกิดขึ้น ถ้ามีอาการผิดปกติต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสมต่อไป
2.ทำกิจกรรมต่างๆ ตามคำแนะนำ ดังนี้
2.1 การขับรถถ้าจำเป็นจริงๆ ควรหยุดขับรถอย่างน้อย 6 เดือนหลังควบคุมการชักได้ ถ้าจะให้ดีควรหยุดขับรถอย่างน้อย 1 ปี หลังจากการชักครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นพนักงานขับรถก็ไม่ควรขับรถจนกว่าจะควบคุมอาการชักได้นานมากกว่า 5 ปี และสามารถหยุดยากันชักได้แล้ว
2.2 การปรุงอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เตาแก๊สและเตาถ่าน โดยแนะนำใช้เตาไมโครเวฟแทน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ควรปรุงอาหารด้วยความระมัดระวัง และถ้ามีอาการเตือนก่อนชัก ควรรีบหยุดทำทันที
2.3 การอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ หรือแม่น้ำลำคลอง ควรนั่งอาบน้ำและไม่ควรล็อกประตูห้องน้ำ เพราะถ้ามีอาการชักจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงและผู้ให้การช่วยเหลือจะได้เข้าให้การช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็ว
2.4.การว่ายน้ำ ไม่ควรว่ายน้ำคนเดียว ควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดและไม่ควรว่ายน้ำจนเหนื่อย เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการชักได้ง่ายขึ้น
2.5.ไม่ควรอยู่ในที่สูงตามลำพัง
2.6.ไม่ควรเล่นกีฬาที่มีการปะทะกันหรือเล่นกีฬาผาดโผน
2.7.ถ้าชักถี่มากๆ และล้มบ่อยๆ อาจใส่หมวกกันน็อกเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ
2.8.การนอนไม่ควรนอนบนเตียงที่สูงจากพื้นมากๆ ดีที่สุดควรนอนกับพื้นหรือที่นอนวางติดกับพื้น และไม่ควรมีสิ่งของต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้วางไว้ใกล้ๆ ที่นอน เช่น ตู้ไม้ กระติกน้ำร้อน เพราะถ้ามีอาการชักขณะนอนหลับนั้น ผู้ป่วยอาจมีการเกร็งกระตุกของแขนขาและไปโดนสิ่งของเหล่านั้น ก็ก่อให้เกิดอันตรายได้ง่ายขึ้น
อุบัติเหตุที่เกิดจากการชักส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และสามารถป้องกันได้ โดยการควบคุมการชักให้ดี และปฏิบัติตนตามคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคลมชัก และพยายามไม่ให้เกิดผลแทรกซ้อนจากการใช้ยากันชักก็จะป้องกันได้เป็นอย่างดี
รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า สาขาประสาทวิทยา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กลุ่มวิจัยโรคลมชักแบบบูรณาการ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น



