ไลฟ์สไตล์

การบริหารจัดการความโลภ(๗)
ความโลภสีขาว

การบริหารจัดการความโลภ(๗) ความโลภสีขาว

30 มิ.ย. 2552

ธรรมชาติของความโลภประการที่ ๓ ในประวัติศาสตร์ มีคนที่เก่งและอัจฉริยะอยู่คนหนึ่ง ชื่อ อหิงสกะ ต่อมาไปเรียนต่อระดับ MBA ที่มหาวิทยาลัยตักสิลา เรียนรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะพ่อเขาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล

  ได้ทุนคิงสกอลาชิปไปเรียนน่ะเนี่ย เรียนได้ A ทุกวิชาจนเพื่อนๆ ริษยา หาวิธีกำจัดอหิงสกะ กำจัดอย่างไรก็ไม่ลง   สุดท้าย ใส่ไคล้อหิงสกะว่า ตีท้ายครัวอาจารย์ อาจารย์ก็หูเบา เชื่อว่าอหิงสกะคงจะมีอะไรกับภรรยาตัวเอง เลยบอกอหิงสกะว่า

 สำนักฉันถ้าเธออยากเรียนให้จบ ต้องเรียนวิชา กฤษณมนต์ วิชานี้มีเครื่องประกอบวิชา คือ นิ้วมือของคนพันนิ้ว อยากเรียนไหม อหิงสกะเกิดความโลภว่า ต้องเรียน   ถ้าอยากเรียนก็ต้องไปหานิ้ว สุดท้ายก็ต้องไปหานิ้ว ทำอย่างไรล่ะ ก็ออกจากบ้านจากเมืองไป

 ตอนแรกยังไม่ได้ตัดนิ้ว ฆ่าคนก่อน ฆ่าคนแล้วก็เอานิ้วไปวางไว้ตรงโน้นตรงนี้ หลังๆ มาชักจำไม่ได้ว่า ฆ่ามาแล้วกี่คน ได้มาแล้วกี่นิ้ว ก็เลยใช้วิธีใหม่ เริ่มมีการบริหารจัดการเกิดขึ้น เอานิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัย แล้วเอามาสวมไว้ที่คอ  ชื่อก็เลยกระฉ่อนจากอหิงสกะเป็น "องคุลิมาล" ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย องคุลิมาลสะสมนิ้วมาเรื่อยๆ อาตมาคิดว่า นี้เป็นต้นกำเนิดของเกมส์ GPA เกมส์ฆ่าคน สะสมนิ้วมาเรื่อยๆ จนได้ ๙๙๙ นิ้ว เหลืออีกนิ้วเดียวครบ ๑,๐๐๐ นิ้ว

 วันนั้น เป็นวันที่สำคัญที่สุดขององคุลิมาล พระพุทธองค์เสด็จตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ ท่านตื่นประมาณตีสามครึ่ง เสด็จตื่นบรรทมแล้ว ทรงชำระพระวรกาย ประทับนั่งสมาธิ  ทอดพระเนตรผ่านทิพยจักษุไปทั่วสากลโลก เพื่อดูว่า เวไนยสัตว์คนไหน เข้าข่ายที่จะต้องไปโปรด

 วันนั้น องคุลิมาลปรากฏในข่ายพระญาณของพระองค์  เช้าตรู่ปั๊บ พระองค์ทรงอุ้มบาตร บอกพระอานนท์พุทธอนุชาว่า

 อานนท์ วันนี้ไม่ต้องตามเราตถาคต ทำไมไม่ให้ไป  เพราะว่าการไปครั้งนี้ ไม่แน่ว่า เราตถาคตจะได้กลับไหม   จะไปโปรดองคุลิมาล

 พระพุทธองค์ก็ทรงเสี่ยงภัยแบบนี้บ่อยๆ หลายครั้งที่มีคนจะฆ่าพระองค์ พระองค์จะไม่ให้คณะสงฆ์ตาม พระองค์จะไปเอง พระพุทธองค์เสด็จดำเนินเข้าป่าไป

 คืนนั้น พ่อแม่ขององคุลิมาล ก็คุยกัน ฝ่ายแม่บอกว่า ได้ข่าวว่า ทางบ้านเมืองเขาจะจัดชุดเฉพาะกิจไปฆ่าลูกเรา พี่ไปแจ้งหน่อยไหม เขาจะได้เตรียมตัวทัน

 ฝ่ายพ่อบอกว่า ฉันไม่ไปหรอก ใครทำกรรมคนนั้นก็รับซิ  ผู้เป็นแม่ขององคุลิมาลร้องไห้ บอกว่า พี่ไม่ไปน่ะได้ แต่จะให้ฉันเห็นลูกถูกฆ่าน่ะ ไม่ได้

 ตีสี่ แม่ขององคุลิมาลก็ออกจากบ้าน ตัดฉากกลับไปที่สำนักพระราชวัง พระเจ้าปเสนทิโกสน คืนนั้น ทั้งคืนประชุมด่วน ตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบองคุลิมาล

 เช้าตรู่วันนั้น เสด็จยาตราทัพเข้าป่าไป แต่ก่อนจะเข้าป่า พระเจ้าปเสนทิโกศลตั้งพระทัยว่า จะไปกราบพระพุทธองค์  เพื่อขอฟังท่าทีก่อน ถ้าพระพุทธองค์บอกไม่ต้องไปหรอก อันตราย พระองค์จะได้ถอนทัพกลับ ภาพลักษณ์ก็ไม่เสีย  วันนั้น พระพุทธองค์ แม่ขององคุลิมาล พระเจ้าปเสนทิโกสน พร้อมทั้งกองทัพ เดินออกจากที่ตั้งของตนเอง เป้าหมาย คือ คนๆ เดียว "องคุลิมาล"

 โยมเชื่อไหม เช้าตรู่วันนั้น แม่เดินดุ่มเข้าไปในป่า องคุลิมาลซุ่มอยู่ทั้งคืน จนเห็นแม่เดินออกมา องคุลิมาลถูกความโลภครอบงำจนหน้ามืดตามัว ที่เห็นเดินมานั้น องคุลิมาลมองไม่เห็นว่า เป็นแม่ และมองไม่เห็นว่า เป็นผู้หญิง ที่เห็นเดินมาไวๆ องคุลิมาลเห็นแต่นิ้วแกว่งมาเท่านั้น ไม่มีคนเดินมา มีแต่นิ้วแกว่งมาไวๆ

 ความโลภทำให้องคุลิมาลเล็งแต่เพราะเป้าหมายเท่านั้น  ไม่สนว่า อะไรพ่วงมากับเป้าหมายนั้น มันจะนำอะไรมาให้ ฉันไม่สน ฉันเห็นแต่เป้าหมาย คือ นิ้ว ทั้งๆ ที่นั่นเป็นนิ้วของแม่

 องคุลิมาลออกจากพุ่มไม้ ถือดาบวิ่งตรงไป พระพุทธองค์เสด็จดำเนินมาทัน สวนเข้าไปตรงกลาง เดินนำอยู่ไม่กี่เก้า

 องคุลิมาลฉุนมาก ที่มีพระมาขวาง ตะโกนบอกให้หยุด  พระพุทธองค์บอกว่า เราหยุดแล้ว เธอซิยังไม่หยุด


"ว.วชิรเมธี"