
เกือบ 2 ปีถึงรู้ว่าตกเป็นผู้ต้องหา
25 มิ.ย. 2557
เปิดซองส่องไทย : เกือบ 2 ปีถึงรู้ว่าตกเป็นผู้ต้องหา : โดย...ลุงแจ่ม
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 วันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ ดิฉันและญาติตั้งโต๊ะดื่มกินเลี้ยงฉลองอยู่หน้าบ้านในซอยท่าจีน ถนนรัษฎานุสรณ์ ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาร่วมฉลองกันมากมายหลายคน ต่างดื่มกินกันด้วยความสนุกสนาน จนเกือบได้เวลานับถอยหลังขึ้นปีใหม่
ญาติของดิฉันเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้านที่เคยมีปัญหากัน ดิฉันและญาติรีบเข้าไปห้ามปราม ทำให้เกิดเหตุชุลมุนกันขึ้น มีการฉุดกระชากกันจนเกิดบาดเจ็บคนละเล็กละน้อย ต่อมามีตำรวจมาถึงและบอกให้ทุกคนไปโรงพัก ดิฉันรู้ทีหลังว่าเพื่อนบ้านที่เป็นคู่กรณีโทรแจ้งตำรวจ
เมื่อทุกคนไปถึง สภ.เมืองภูเก็ต ทราบว่าคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดีดิฉันกับญาติข้อหาทำร้ายร่างกาย ฝ่ายดิฉันจึงจะแจ้งความด้วยเช่นกัน แต่ร้อยเวร คือ พ.ต.ท.ยงยุทธ กรองมาลัย ไม่รับแจ้งความ บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน มิฉะนั้นจะจับดำเนินคดีทั้งหมด
ฝ่ายดิฉันจึงเดินทางกลับ และกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านมาปีกว่า เมื่อต้นปี 2557 นี้ ฝ่ายดิฉันตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์รวมทั้งหมด 8 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ขณะนี้ดิฉันและญาติๆ เดือดร้อนมาก เพราะตำรวจส่งฟ้องพวกดิฉันไปที่อัยการ ต้องใช้เงินประกันตัวคนละ 50,000 บาท และอัยการนัดพวกดิฉันเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2557 แต่พวกดิฉันขอเลื่อนนัดเป็นวันที่ 13 มิ.ย.2557 เพราะหาเงินประกันตัวไม่ได้
พวกดิฉันเป็นชาวบ้านธรรมดา หาเช้ากินค่ำ ต้องหาเงินมาประกันตัวสู้คดี หลานของดิฉัน 3 คน ยังเป็นเยาวชน ก็ต้องเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งตัวไปศาลเยาวชน หมดอนาคต ดิฉันกับญาติไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่เข้าไปห้าม กลับตกเป็นผู้ต้องหา ตั้งแต่เกิดเหตุ ตำรวจไม่เคยเรียกพวกดิฉันไปสอบปากคำหรือเรียกไปเป็นพยาน ดิฉันคิดว่าไม่มีอะไร เพราะตำรวจไม่รับแจ้งความและไล่ให้กลับ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทำไมตำรวจทำกับชาวบ้านตาดำๆ ได้ขนาดนี้
พวกดิฉันเคยขอพบผู้กำกับ สภ.เมืองภูเก็ต แต่ไม่เคยได้พบ ตอนนี้ทราบว่า พ.ต.ท.ยงยุทธ กรองมาลัย ย้ายไปอยู่โรงพักอื่นแล้ว ดิฉันอยากร้องขอความเป็นธรรม ไม่รู้จะพึ่งใคร ต้องขอความช่วยเหลือลุงแจ่ม ช่วยพวกดิฉันด้วย
กรรณิการ์
ตอบ
พ.ต.อ.เศียร แก้วทอง พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ (พงส.ผทค.) สภ.เมืองภูเก็ต ชี้แจงว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2555 เวลาประมาณ 23.45 น. ที่ซอยท่าจีน ถนนรัษฎานุสรณ์ เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ไปถึง พบกลุ่มคนกว่า 20 คน ส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรทะเลาะวิวาทกัน จึงเชิญตัวทั้งหมดมาที่ สภ.เมืองภูเก็ต โดยพนักงานสอบสวนได้แก่ พ.ต.ท.ยงยุทธ กรองมาลัย ทำการสอบสวนและสอบปากคำพยาน ทำให้ทราบว่า วันเกิดเหตุกลุ่มผู้ต้องหาจับกลุ่มดื่มกินกันบริเวณถนนหน้าบ้านของตนเอง ส่วนผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ในบ้านเยื้องกับบ้านกลุ่มผู้ต้องหา ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืน ทุกคนเตรียมตัวนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ จึงมีการส่งเสียงดังเอะอะ และเกิดกระทบกระทั่งกันกับผู้เสียหาย ซึ่งญาติของกลุ่มผู้ต้องหาและผู้เสียหายเคยมีปัญหากระทบกระทั่งกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เหตุครั้งนี้จึงเกิดจากชนวนเหตุที่มีความไม่พอใจกันมาแต่เดิม ประกอบกับได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป จึงขาดความยับยั้งชั่งใจ จนเกิดเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนไม่ได้สรุปคดีจากพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มีการรวบรวมพยานหลักฐานในวันที่เกิดเหตุ และหลักฐานสำคัญคือภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้านผู้เสียหาย ซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไว้ได้ ทำให้ทราบว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องในคดีและบุคคลใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ก่อเหตุ
คดีนี้ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เชื่อได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหากระทำการก่อเหตุจริง โดยผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่พยานหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าร่วมกันก่อเหตุ จึงออกหมายเรียกเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา หลังจากนั้นได้สรุปสำนวนและนำส่งอัยการเพื่อส่งฟ้องศาล ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล
กรณีกลุ่มผู้ต้องหาเกรงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ขอยืนยันว่าตำรวจสรุปสำนวนไปตามพยานหลักฐาน ทุกคดีทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะตำรวจเป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใดทั้งสิ้น หากผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ขณะนี้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากผู้ต้องหายืนยันว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่สามารถนำพยานหลักฐานที่ตนเองมีทั้งหมดมายืนยันในศาล เมื่อศาลเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิด ก็จะพิพากษายกฟ้องในที่สุด
ผู้กำกับเศียร บอกว่า กลุ่มผู้ต้องหาเคยเข้าพบเพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งได้พูดคุยและอธิบายให้กลุ่มผู้ต้องหาทราบว่าตำรวจทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้กลั่นแกล้งแต่อย่างใด
ลุงแจ่ม
สามี(ตัวดี)แบ่งสมบัติ
ดิฉันมีเรื่องสอบถามค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันได้แต่งงานอยู่กินกับสามีมาประมาณ 12 ปี แต่เราไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีลูกด้วยกันสองคน โดยที่มีบ้าน มีรถ เป็นชื่อของดิฉันและสามีทั้งหมด ก่อนหน้านั้นไม่มีปัญหา แต่เริ่มมีปัญหาหลังจากรอบครัวของสามีเข้ามายุ่งเกี่ยวในชีวิตพวกเราเพิ่มมากขึ้น แม่และพี่สาวของสามีเข้ามาบทบาทในชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้ครอบครัวเราวุ่นวายไปหมด เพราะพี่สาวของสามีขอเข้ามาอยู่ด้วย และเอาหลานเข้ามาอยู่ด้วย แม่ก็เข้าวุ่นวาย ทำให้ดิฉันและสามีทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นอยู่ตลอด นานวันเข้าดิฉันและสามีปากเสียงกันและเริ่มหนักขึ้นเข้าไปอีก จนทำให้เราเริ่มห่างกันไปทุกที เพราะสามีเป็นลูกคนเล็ก และเป็นคนที่ติดแม่มาก
ล่าสุด เรามีปากเสียงกันรุนแรง โดยมีแม่ของสามีเป็นคนทำให้เกิดปัญหา ดิฉันทนไม่ไหวเลยบอกว่า งั้นดิฉันก็จะออกไปอยู่ข้างนอกเอง ซึ่งสามีก็บอกว่า ให้ออกไปเลย ทำให้ดิฉันเสียใจมาก สิ่งที่อยากทราบ ถ้าดิฉันต้องย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ลูกจะทำอย่างไร และคิดว่า ลูกคงไม่ยอมอยู่กับพ่อ เพราะติดดิฉันมาก และถ้าลูกมาอยู่กับดิฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้สามีรับผิดชอบ และสมบัติที่มีอยู่จะแบ่งกันอย่างไร
เอื้อมพร
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า ในเรื่องของคุณที่มีปัญหากับสามีนั้น ทางที่ดีถ้ายังเจรจากันได้ก็ควรจะคุยกัน ลูกจะได้ไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าเจรจากันไม่ได้ก็ต้องจำยอมอย่างที่คุณบอก โดยก่อนจะแยกจากกันควรจะตกลงกันก่อนว่า ลูกใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าลูกจะอยู่กับคุณก็ต้องให้สามีรับผิดชอบว่า จะส่งเสียอย่างไร ส่วนเรื่องของทรัพย์สินที่มีอยู่ แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่การอยู่ด้วยกันอย่างนี้ก็เปรียบเหมือนหุ้นส่วน ดังนั้น เมื่อแยกจากกันทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง โดยตกลงกันว่าใครจะเอาบ้าน ใครจะเอารถ ก็ตกลงกัน
ลุงแจ่ม



