
โภชนาการที่ดีเพื่อแม่ตั้งครรภ์
25 มิ.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : โภชนาการที่ดีเพื่อแม่ตั้งครรภ์
สำหรับว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ความตั้งใจสูงสุดแน่นอนว่าคงอยากให้ลูกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างได้ผ่านการดูแลโภชนาการที่ดีของคุณแม่ในระหว่างการตั้งครรภ์นั่นเอง
หลายคนอาจเข้าใจว่า “แม่ท้องยิ่งน้ำหนักเยอะยิ่งดี เพราะลูกจะได้รับสารอาหารเพียงพอ” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทีเดียวนัก เพราะน้ำหนักตัวของแม่ท้องกับคุณภาพของโภชนาการเป็นคนละเรื่องกัน เช่น คุณแม่บางคนอาจน้ำหนักลดในช่วงไตรมาสแรก เพราะแพ้ท้องมาก แต่พออัลตราซาวนด์ปรากฏว่าลูกน้อยมีน้ำหนัก 900 กรัม ซึ่งถือว่าเหมาะสมสำหรับอายุครรภ์ แสดงให้เห็นว่าถึงแม้คุณแม่จะน้ำหนักลดลงบ้าง แต่ถ้าได้รับสารอาหารครบถ้วน ลูกก็จะมีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์
ในทางตรงกันข้าม คุณแม่บางคนอาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก เช่น ก่อนคลอดน้ำหนักเพิ่มถึง 20 กิโลกรัม แต่ลูกน้อยที่คลอดออกมากลับตัวเล็ก มีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ เพราะน้ำหนักไปอยู่ที่ตัวคุณแม่หมด ซึ่งบ่งบอกถึงโภชนาการที่ไม่เหมาะสม อาจกินอาหารประเภทน้ำตาล แป้ง และไขมันมากเกินไป
แต่ถึงอย่างไรแม่ท้องก็ยังต้องควบคุมน้ำหนักให้สอดคล้องกับพัฒนาการของลูกน้อย โดยมีค่าน้ำหนักที่แนะนำดังนี้คือ อายุครรภ์ไตรมาสแรก น้ำหนักเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1-1.5 กิโลกรัม อายุครรภ์ไตรมาสที่ 2 น้ำหนักเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4-5 กิโลกรัม อายุครรภ์ไตรมาสที่ 3 น้ำหนักเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5-6 กิโลกรัม และที่สำคัญไม่แพ้เรื่องของน้ำหนักตัวก็คือสารอาหารที่จำเป็นสำหรับแม่ท้องในแต่ละช่วงอายุครรภ์
ไตรมาสที่ 1 : โฟเลต แม่ท้องควรได้รับโฟเลตวันละ 400-500 ไมโครกรัม ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไป เพราะเป็นสารอาหารสำคัญในการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทของทารก ถ้าแม่ท้องขาดโฟเลตอาจทำให้ทารกมีพิการทางสมองได้ อาหารที่มีโฟเลตสูงได้แก่ อาหารประเภทถั่ว ไข่ ตับ ผักใบเขียว
ไตรมาสที่ 2: ธาตุเหล็ก ในช่วงไตรมาสนี้ทารกในครรภ์จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ร่างกายของแม่ท้องจึงต้องมีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ซึ่งควรได้รับวันละ 6-7 มิลลิกรัม ถ้าแม่ท้องขาดธาตุเหล็กจะรู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง โลหิตจาง และอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองของทารกด้วย สำหรับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง ไข่แดง ตับ ธัญพืช
ไตรมาสที่ 3: แคลเซียมโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์จะพัฒนาจนแข็งแรงในช่วงนี้ ซึ่งสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแคลเซียมจากนม ปลาตัวเล็ก งา และธัญพืชต่างๆ แม่ท้องควรได้รับแคลเซียมประมาณวันละ1,000-1,200 มิลลิกรัม ถ้าแม่ท้องขาดแคลเซียมจะทำให้กระดูกของลูกน้อยไม่แข็งแรง และแม่ท้องเองก็อาจมีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริว รวมทั้งสูญเสียมวลกระดูกได้
จะเห็นว่าสารอาหารแต่ละอย่างมีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกในแต่ละด้านแตกต่างกันไป ดังนั้นแม่ท้องจึงควรตั้งใจเลือกอาหารที่มีคุณภาพและควบคุมปริมาณให้เหมาะสมด้วย
แม่ท้องควรได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงในแต่ละวัน และการแบ่งอาหารออกเป็น 6 มื้อเล็กๆ ประกอบไปด้วยมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่างอีก 3 มื้อ จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายท้องและไม่หิวมากจนเกินไปในระว่างมื้อและระหว่างวัน
นพ.ประพัฒน์ โสภณาทรณ์
ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก
โทร.0-2126-8104



