ไลฟ์สไตล์

นิติวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน

นิติวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน

22 มิ.ย. 2557

นิติวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND

 
                          “นิติวิทยาศาสตร์” (Forensic Science) หรืองานพิสูจน์หลักฐาน เป็นหลักประกันความยุติธรรมในสังคม นิติวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งสหวิชาชีพและสหวิทยาการ กล่าวคือ องค์ประกอบมีที่มาจากหลากหลายอาชีพ และหลากหลายสาขาวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้ในการพิสูจน์ยืนยันพฤติกรรมการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม
 
                          “นิติวิทยาศาสตร์” เป็นวิทยาการเพื่อการพิทักษ์ปกป้องสิทธิและคุ้มครองประชาชน จึงเป็นของประชาชน ดังนั้น “นิติวิทยาศาสตร์” จึงมิใช่วิชาชีพและศาสตร์ที่องค์กรภาครัฐเป็นเจ้าของหรือผูกขาดในการนำมาใช้ปฏิบัติ หรือเลือกที่จะไม่ปฏิบัติ แนวคิดมุมมองที่สนับสนุนว่า “นิติวิทยาศาสตร์” เป็นของประชาชนเนื่องจาก “นิติวิทยาศาสตร์” สามารถก่อให้เกิดมาตรการที่สำคัญ 3 มิติ ได้แก่ 
 
                          1.มิติด้านการป้องกันภยันตราย : วิทยาการทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเองให้รอดพ้นจากภยันตราย หรือห่างจากต้นเหตุอาชญากรรมได้ เช่น การยิงปืนขึ้นฟ้า มีอันตรายถึงชีวิตจากหัวกระสุนที่ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก การตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ ทำให้ล่วงรู้ถึงภูมิหลังของพนักงาน คนขับรถ คนรับใช้ หรือบุคคลที่ทำงานใกล้ตัว
 
                          2.มิติด้านการเยียวยาเหยื่ออาชญากรรม : นิติวิทยาศาสตร์เป็นกลไกอันสำคัญยิ่งที่จะช่วยเยียวยาประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม เพราะการใช้ร่องรอยพยานหลักฐานจากการสัมผัสในที่เกิดเหตุ เช่น ลายนิ้วมือ วัตถุพยานที่ได้ เช่น ปลอกกระสุนปืน การชันสูตรบาดแผล สภาพศพ ฯลฯ เมื่อถูกนำมาร้อยเรียงต่อจิ๊กซอว์ เป็นแผนประทุษกรรม สามารถนำทางการสืบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบและจับกุมอาชญากรผู้กระทำผิดและใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนเพื่อลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมั่นคง เป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาบาดแผลในใจของเหยื่ออาชญากรรม
 
                          3.มิติด้านการควบคุมสังคม : การจับกุมคุมขังและจองจำอาชญากรไว้ในที่จำกัดเช่น คุก เรือนจำ เป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อควบคุมบุคคลอันตรายไว้มิให้มีโอกาสทำร้ายผู้คนตราบเท่าที่ยังรับโทษอยู่
 
                          งานนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic science) เป็นศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) เป็นชื่อสากลที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเป็นกระบวนการตรวจพิสูจน์ยืนยันวัตถุพยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุอาชญากรรม แต่คำว่า “การพิสูจน์หลักฐาน” นั้นมีความหมายที่กว้างขวางกว่า เพราะมีความหมายรวมถึงการนำกระบวนการสืบสวน การสอบสวน และหลักฐานทางคดีที่พบ ถูกนำมาบูรณาการใช้เพื่อพิสูจน์ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร
 
                           “งานพิสูจน์หลักฐาน” สำหรับในประเทศไทยก่อกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 เริ่มต้นจากเป็น “แผนกวิทยาการ” ในสังกัดตำรวจสันติบาล และมีพัฒนาการมาโดยตลอดจนกระทั่งใน พ.ศ.2503 จึงยกระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานขึ้นเป็น “กองพิสูจน์หลักฐาน” เป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จนกระทั่งเป็นระดับกองบัญชาการเมื่อ พ.ศ.2535 
 
                          การที่จะให้งานพิสูจน์หลักฐานและงานนิติวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับ และเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและพึ่งพาได้  จะนำมาซึ่งความสงบสันติในชาติบ้านเมืองนั้น จะต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
 
                          1.ประสิทธิภาพ (Effectiveness) : สามารถนำผลการตรวจพิสูจน์ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
 
                          2.โปร่งใส (Transparency) : ตรวจสอบได้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุพยาน ระเบียบวิธีการพิสูจน์ ทดลองทางวิทยาศาสตร์ จนถึงผลที่ได้รับซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลัง
 
                          3.ตรวจสอบได้ (Accountability) : ประชาชนสามารถนำมาอ้างอิงและพึ่งพาได้อย่างไว้วางใจ สามารถอธิบายและตอบโจทย์ได้
 
                          แต่การจะบรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการข้างต้น และประชาชนมีหลักประกันที่วางใจได้และผู้ปฏิบัติงานเองก็ต้องมีหลักประกันที่มั่นคงในหน้าที่การงานและอาชีพ ซึ่งจำเป็นต้องมีองค์กรเฉพาะทางมาเป็นหลักประกัน รวมถึงการรับประกันผลงาน ประกันความรู้ความสามารถ รวมทั้งประกันพฤติกรรมของบุคลากรในแวดวงผู้มีอาชีพอำนวยความยุติธรรมด้วยนิติวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือ “สภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์” ในทำนองเดียวกันกับสภาวิชาชีพที่มีอยู่หลายสถาบันในประเทศไทย เช่น แพทยสภา สภาเทคนิคการแพทย์ สภาทนายความ สภาวิชาชีพบัญชี  สภาวิชาชีพสาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งมีการตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติวิชาชีพนั้นๆ
 
                          “สภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์” ก็จะมีที่มาจากการตราพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน จึงเป็นหลักและความหวังของการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ระบบของสภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์ จะสนับสนุนให้ทุกองค์กรที่ทำหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์สามารถขับเคลื่อนองค์กรและผู้ปฏิบัติงานให้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างแท้จริง ด้วยมาตรการการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลจรรยาบรรณ มีบทบัญญัติการพิจารณาเพื่อให้ผู้ฝ่าฝืนถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถอดถอนออกจากการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือถาวร เมื่อประพฤติปฏิบัติงานเป็นปฏิปักษ์ต่อการอำนวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน
 
                          ด้วยความหลากหลายที่มาของสมาชิกสภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์ นายกสภา และเลขาธิการสภา ในแง่การขับเคลื่อนเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่บุคลากรผู้ประกอบวิชาชีพ จะมีบทบัญญัติที่เข้มข้นโดยเฉพาะ ซึ่งละเอียดอ่อนกว่าการใช้อำนาจตามปกติของผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีความเอนเอียงไม่เที่ยงธรรมจากอคติทั้งปวงได้ ไม่ว่าจะเป็นอคติที่เกิดจากความโลภ อคติที่เกิดจากความโกรธ และอคติที่เกิดจากความกลัว ส่วนแนวทางปกครองบังคับบัญชาและบริหารงานของสภาวิชาชีพ ยังจะคงยึดมั่นในหลักการ ระเบียบ กฎเกณฑ์ และกฎหมายของหน่วยงานนั้นๆ เป็นหลัก จะมีแต่เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของวิชาชีพจะมีการนำกฎหมายปกครองมาใช้ร่วมด้วย
 
 
 
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี 
 
ที่ปรึกษา (สบ 10) (ด้านสืบสวน)