ไลฟ์สไตล์

หลงเสน่ห์รสไทยใน 'สยาม วิสดอม'

หลงเสน่ห์รสไทยใน 'สยาม วิสดอม'

22 มิ.ย. 2557

ชวนชิม : หลงเสน่ห์รสไทยใน 'สยาม วิสดอม'

 
                           หากอยากลิ้มรสอาหารไทยแท้ๆ ขึ้นมา ณ ตอนนี้ บอกเลยว่าหาทานได้ไม่ง่าย เพราะบ้านเรามีอาหารจากต่างแดนเข้ามาชิงพื้นที่มากมาย ทำให้ร้านอาหารไทยลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ยิ่งหากต้องการรสชาติแบบดั้งเดิมด้วยแล้ว แทบพลิกเมืองหากันทีเดียว แต่ถ้าไม่อยากเสียความตั้งใจล่ะก็ แนะนำให้ตรงดิ่งไปในซอยสุขุมวิท 31 แยก 4 ที่ร้าน "สยาม วิสดอม" รับรองไม่ผิดหวังทั้งด้วยรสชาติ การจัดจานที่สวยงาม รวมไปถึงบรรยากาศชวนหลงใหล
 
                           สยาม วิสดอม เป็นบ้านเรือนไทยโบราณอายุกว่า 50 ปี นำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยแท้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เดินเข้าไปที่ชั้นล่างเป็นส่วนที่เรียกว่าใต้ถุนบาร์เทียบได้กับล็อบบี้ให้ลูกค้าได้นั่งจิบเครื่องดื่มเพลินๆ บนเก้าอี้ไม้สักที่สั่งทำมาเป็นพิเศษ พอได้เวลามื้ออาหารต้องลุกขยับแข้งขาขึ้นไปยังชั้น 2 บนนี้ประกอบด้วย เรือนแก้ว เรือนเอก เรือนโท และเรือนตรี รองรับลูกค้าได้มากน้อยต่างกัน ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ มาเป็นครอบครัว หรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แต่ไม่ว่าจะนั่งอยู่มุมไหนของร้านก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามของภาพวาดสีน้ำมันจากวรรณคดีไทยชื่อดัง และรูปดอกบัวกลางบึงน้ำที่ประดับภายในร้าน ทั้งยังมีท่วงทำนองดนตรีไทยเพราะๆ จากระนาดเอก และขิม ที่ยกมาบรรเลงสดๆ ทุกเย็น ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารได้เป็นอย่างดี
 
                           หลังซึมซับบรรยากาศจนพอใจก็ถึงเวลาสั่งอาหาร การันตีความอร่อยก่อนสั่งได้เลย ด้วยอาหารแต่ละจานเน้นคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถูกปรุงอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบชั้นดี จากแหล่งที่ดีที่สุดของประเทศ อีกทั้งหนึ่งในหุ้นส่วนของร้านเป็นเชฟชื่อดังของเมืองไทยอย่าง เชฟชุมพล แจ้งไพร เรื่องของรสชาติจึงไม่ต้องลุ้นให้เสียอารมณ์ ซึ่งหากมาทานมื้อกลางวัน ทางร้านจะให้บริการแบบอาลาคาร์ท ส่วนมื้อเย็นเสิร์ฟแบบเป็นชุด โดยมีอาหารให้เลือก 3 รูปแบบ เปลี่ยนทุก 4 เดือนตามฤดูกาล แบบแรกเป็นอาหารไทยโบราณอายุกว่า 100 ปี ส่วนมากใช้เสิร์ฟให้เชื่อพระวงศ์ในสมัยโบราณ ปัจจุบันหาทานได้ยาก ถัดมาคือแบบคลาสสิกที่รู้จักและนิยมรับประทานกันในปัจจุบัน และแบบสุดท้ายคืออนาคต เป็นอาหารไทยดั้งเดิมผสมผสานการนำเสนอในรูปแบบทันสมัย ใครสนใจรูปแบบไหนก็เลือกสั่งกันได้ตามชอบ 
 
                           ประเดิมด้วยอาหารไทยโบราณกับเมนูซิกเนเจอร์ แกงขี้เหล็กกับเนื้อโคขุนย่าง หรือหากใครไม่ทานเนื้อจะเปลี่ยนเป็นหมูย่างก็ไม่ทำให้ความอร่อยลดน้อยลงไป ทั้งนี้ทางร้านยังมีสูตรเฉพาะจนไม่เหลือความขมของใบขี้เหล็ก ผสานด้วยน้ำกะทิเข้มข้นอร่อยลงตัวทีเดียว อีกเมนูแนะนำคือ แสร้งว่ากุ้งแม่น้ำย่างปลาดุกนาฟู อาหารเก่าแก่ตั้งแต่สมัย ร.4 เชฟเลือกกุ้งแม่น้ำตัวโตมาปรุงเป็นแสร้งว่ารสชาติคล้ายยำ ทานคู่กับปลาดุกนาฟูที่ทอดจนเหลืองกรอบ แกล้มด้วยผัดสดนานาชนิดเสิร์ฟมาคู่กัน
 
                           ถึงคิวของอาหารยุคปัจจุบัน แนะนำเป็น แกงคั่วปูใบชะพลู ความอร่อยอยู่ที่ความกลมกล่อมของน้ำแกง และความหอมกรุ่นของเครื่องปรุง บวกกับเนื้อปูสดชิ้นโตๆ ให้ซึมซับความอร่อยกันได้แบบเต็มปากเต็มคำ ส่วนเมนูอนาคตที่มาแล้วต้องลองคือ น่องเป็ดผัดพริกขิง ด้วยการนำไปผ่านกรรมวิธีนานถึง 12 ชั่วโมง เพื่อให้น่องเป็ดนุ่มทั้งด้านนอกและด้านใน ทานกับข้าวสวยร้อนๆ รับรองต้องติดใจ จะเลือกเป็นข้าวหอมมะลิหรือข้าวกล้อง ทางร้านเสิร์ฟมาทั้งสองอย่าง แล้วปิดท้ายด้วยของหวานแสนอร่อยอย่าง ซูเฟล่แตงไทย ที่จะช่วยดับความร้อนได้เป็นอย่างดี
 
                           นอกจากเมนูเด่นๆ ที่คัดสรรมาให้ชิมแล้ว ยังมีจานเด็ดๆ รอให้มาพิสูจน์ความอร่อยอีกมาก อยากลิ้มรสอาหารไทยวันไหน ก็ลองแวะไป ร้านเปิดให้บริการทุกวัน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง กลางวันตั้งแต่เที่ยงจนถึงบ่าย 2 ครึ่ง ส่วนช่วงเย็นตั้งแต่ 6 โมงถึง 4 ทุ่มครึ่ง จองโต๊ะหรือสอบถามเส้นทางยกหูไปเลยที่โทร. 0-2260-7811-2