
'บ้านไม่บาน'สไตล์'แทรเวลล์ฮับ'(1)
21 มิ.ย. 2557
'บ้านไม่บาน'สไตล์'แทรเวลล์ฮับ'(1) : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย.. อาจารย์เชี่ยว
ตอนที่แล้ว ผมพูดถึง “แทรเวลล์ฮับ” ที่พักนักเดินทางที่มีงบประมาณจำกัด รวมไปถึงนักเดินทางประเภท “เซลล์แมน” ในราคาที่พักเริ่มต้นคืนละ 350 บาท++ ซึ่งผมออกแบบให้เป็นอาคาร “แทรเวลล์ฮับ” มีความสูง 2 ชั้น มีจำนวนห้องพัก 18-20 ห้อง และใช้งบก่อสร้างเริ่มต้นที่ 9 ล้านบาท++ เป็นการก่อสร้างในระบบสำเร็จรูป และสามารถก่อสร้างได้รวดเร็วภายใน 45 วัน++ นอกจากนี้ ยังสามารถถอดประกอบเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อื่นเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ หรือธุรกิจไม่ดีอย่างที่คาด ก็เป็นที่ฮือฮากันไปทั่วประเทศครับ มีหลายท่านสอบถามผมว่า หากเป็นชาว “บางสตางค์น้อย” ประเภท “เบี้ยน้อยหอยน้อย” คือไม่มี “เงินถุงเงินถัง” ไม่ได้ “คาบช้อนเงินช้อนทอง” มาแต่เกิด อยากทำธุรกิจ “แทรเวลล์ฮับ” ที่พักนักเดินทาง หรือเซลล์กับเขาบ้างจะทำอย่างไรดี
ในกรณีที่มีงบประมาณจำกัด ไม่จำเป็นต้องสร้าง “แทรเวลล์ฮับ” เป็นอาคาร 2 ชั้น ก็ปรับประยุกต์เป็นชั้นเดียว โดยออกแบบให้เป็นหลังๆ ซึ่งแนวคิด “บ้านไม่บาน” ในสไตล์ “แทรเวลล์ฮับ” นอกจากจะสามารถใช้เป็นที่พักอาศัยแล้ว ยังสามารถดัดแปลงเป็นที่พักของนักเดินทาง หรือที่พักรายเดือนในสไตล์รีสอร์ทเป็นหลังๆ และที่สำคัญคือ สามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 15 วัน++ ทั้งยังมีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมและมีความแข็งแรงทางด้านวิศวกรรมถึงขนาดที่ว่าสามารถต่อกรกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องกังวล
ถึงจะเสียหายอยู่บ้างก็น่าจะยืนหยัดอยู่เป็นหลังสุดท้าย เพราะระบบทางวิศวกรรมโครงสร้างของ “บ้านไม่บาน” ในสไตล์ “แทรเวลล์ฮับ” ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยฐานรากใช้ระบบ “แมทฟาวร์เดชั่น” ซึ่งสำหรับอาคารบ้านเรือนขนาดเล็กที่มีความสูง 2-3 ชั้น จะสามารถกระจายการรับน้ำหนักได้ดีไม่น้อยหน้าระบบเข็มตอก (เผลอๆ ) ในบางพื้นที่อาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำครับ
แท้จริงแล้วระบบฐานรากแบบ “แมทฟาวร์เดชั่น” ใช้กันมานานหลายร้อยปีแล้วในประเทศของเรา เช่น พระปฐมเจดีย์, พระปรางค์วัดอรุณ ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทั้งวัดและวังในสมัยโบราณ ที่ยืนยงคงอยู่มาจวบจนปัจจุบัน ก็ใช้ระบบนี้กันแทบทั้งนั้น เพราะว่ากันไปแล้วระบบเข็มตอก ซึ่งเป็นระบบของการรับน้ำหนักเป็นจุดๆ ตามตำแหน่งฐานรากที่ถ่ายน้ำหนักลงบนเสาเข็มเพิ่งได้เริ่มมาแพร่หลายใน “สยามประเทศ” กันอย่างจริงจังในช่วงรัชสมัย “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6” เพราะในช่วงนั้นเพิ่งจะมีการตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ ในปัจจุบันก็คือ “บริษัทปูนซีเมนต์ไทย” นั่นเอง
ดังนั้น คงจะกล่าวไม่ผิดว่าการตอกเข็มเป็นวิธีคิดในเชิงวิศวกรรมที่มีรากฐานแบบตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย หลังจากเราสามารถผลิตซีเมนต์ผงขึ้นใช้เอง ซึ่งจากการศึกษาในเชิงลึกของผมเชื่อว่า “ปูนตำน้ำอ้อย” ที่ช่างไทยโบราณใช้กันนั้นมีความทนทานเหนือกว่าปูนซีเมนต์ผงที่บรรจุถุงขายกันในปัจจุบัน ก็ดูกันง่ายๆ จากความคงทนแข็งแรงที่ยืนหยัดอยู่มายาวนานหลายร้อยปีครับ ถือเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่เป็น “ของดีมีอยู่” ที่ในปัจจุบันบรรดาสถาปนิกและวิศวกรไทยกลับมองข้ามไป
ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอรูปแบบ “บ้านไม่บาน” ในสไตล์ “แทรเวลล์ฮับ” ซึ่งเป็นการก่อสร้างในระบบสำเร็จรูปที่มีราคาต่อหน่วยประมาณ 5 แสนบาท++ (ต้องการกี่หลังก็คูณจำนวนหลังเข้าไป) เป็นการลงทุนใน “อสังหาฯ ที่ไม่บาน” แบบ “พอเพียง” ไม่มากจนเกินภาระที่ชาว “คนรักบ้าน” ที่อยู่ในชุมชน “บางสตางค์น้อย” จะแบกรับภาระไหว หากกิจการดีก็ค่อยขยายไปทีละหลังสองหลัง แต่หากกิจการไม่ดีก็อาจจะดัดแปลงเป็นที่พักอาศัย, เป็นสำนักงาน, เป็นร้านกาแฟ, เป็นร้านหนังสือ, เป็นร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ซึ่งแนวคิดนี้ผมเคยนำเสนอในคอลัมน์ “บ้านไม่บาน” ทางหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” มาตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2553 ถือได้ว่าเป็นการ “ต่อยอด” ทางความคิด เป็นการปรับประยุกต์รูปแบบและมีการสร้างจริง
ส่วนรายละเอียดต่างๆ ในการก่อสร้าง รวมไปถึงการใช้ระบบฐานรากแบบ “แมทฟาวร์เดชั่น” หรือการยกเคลื่อนย้ายตัวชิ้นส่วนต่างๆ ของ “บ้านไม่บาน” หลังนี้ การประกอบติดตั้งด้วยรถเครนจนแล้วเสร็จยังมีสาระอีกมาก เอาไว้ติดตามต่อในสัปดาห์หน้า และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2245-1399 และ 0-2644-1478 แล้วผมจะจัดส่ง DVD รายละเอียดการก่อสร้างไปให้เป็นวิทยาทาน
.......................................
(หมายเหตุ 'บ้านไม่บาน'สไตล์'แทรเวลล์ฮับ'(1) : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย.. อาจารย์เชี่ยว)



