
ตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยการฉีดสีสวนหัวใจ
17 มิ.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : ตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยการฉีดสีสวนหัวใจ
การฉีดสีสวนหลอดหัวใจเป็นวิธีการเพื่อวินิจฉัยว่าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือไม่ ซึ่งต้องมีข้อบ่งชี้ในการตรวจเช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่สงสัยว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรืออุดตันเป็นเทคนิคที่ใช้ดูหลอดเลือดหัวใจที่ดีที่สุดการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจบอกได้ว่าหลอดเลือดตีบหรือไม่ตีบแต่ไม่ได้บอกการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดหัวใจถึงแม้จะเห็นว่าหลอดเลือดหัวใจดูปกติไม่ตีบแต่อาจมีไขมันไปสะสมที่ผนังหลอดเลือดโดยที่การสะสมนี้อาจยังไม่มากพอที่จะให้เห็นการตีบจากการฉีดสี
การฉีดสีคือการฉีดสารน้ำทึบรังสี (สี) เข้าไปในหลอดเลือดแดงเพื่อให้เห็นภาพหลอดเลือดนั้นๆ ผ่านเครื่องเอกซเรย์ได้ โดยสารน้ำทึบรังสีเป็นสารที่ปลอดภัยต่อร่างกายและประกอบด้วยไอโอดีน ผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเลมีโอกาสแพ้สารน้ำทึบรังสีได้จึงควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง และในผู้ป่วยที่การทำงานของไตบกพร่องอาจต้องใช้ปริมาณที่ลดลงเนื่องจากอาจทำให้การทำงานของไตแย่ลงได้
การสวนหัวใจหมายถึงการใส่ท่อเล็กๆ ขนาด 2-3 มิลลิเมตรผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือข้อมือ ผ่านขึ้นไปตามหลอดเลือดแดงใหญ่จนถึงหลอดเลือดหัวใจ
การทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจคืออะไร
การทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angioplasty) คือการทำการรักษาตำแหน่งที่ตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ โดยหลังจากการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจจะพบจุดตีบตัน จากนั้นจึงใส่สายสวนเพื่อถ่างขยายหลอดเลือดแดงที่ตีบตัน ที่ปลายสายมีลักษณะเหมือนลูกโป่ง (บอลลูน, balloon) เมื่อฉีดลมเข้าไปลูกโป่งจะขยายดันส่วนที่ตีบให้ขยายเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้นเมื่อเอาสายออกรูที่ถ่างจะคงขยายอยู่และแพทย์อาจใส่ขดลวดเพื่อค้ำยันไว้ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบซ้ำ
ขั้นตอนการรักษา
- ท่านจะได้รับคำแนะนำการตรวจจากแพทย์โรคหัวใจที่ดูแลและจากพยาบาลทีมห้องสวนหัวใจซึ่งเป็นพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญในการช่วยแพทย์ทำการฉีดสี
- ท่านจะได้รับคำแนะนำให้งดน้ำและอาหารต่างๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชม.ก่อนทำการตรวจ
- ท่านจะได้รับน้ำเกลือ และยาทางสายน้ำเกลือการที่ร่างกายได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยลดผลแทรกซ้อนของสารน้ำทึบรังสีที่มีต่อไตในกรณีฉุกเฉินแพทย์อาจทำการฉีดสีได้โดยไม่ต้องงดน้ำอาหารก่อนตรวจ
- ท่านจะรู้ตัวตลอดการตรวจแพทย์จะฉีดยาชาตรงตำแหน่งที่ใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจเช่นบริเวณหน้าขาหนีบ หรือข้อมือ
- แพทย์จะใช้เข็มเจาะหลอดเลือดแดงแล้วใส่ท่ออ่อนพลาสติกเล็กๆ ไว้ตามด้วยสายสวนเล็กๆ ผ่านหลอดเลือดแดงย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดหัวใจเมื่อปลายสายสวนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแล้วแพทย์จะทำการฉีดสารน้ำทึบรังสี
- ถ่ายภาพหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์ โดยที่เครื่องจะหมุนไปรอบตัวท่านเพื่อให้ได้ภาพหลอดเลือดหัวใจทุกเส้นอย่างละเอียด
- เวลาที่ใช้ประมาณ 20-30 นาทีหลังจากได้ภาพเรียบร้อยแล้วและถ้าไม่ทำการขยายหลอดเลือดหัวใจต่อแพทย์จะดึงสายและท่อพลาสติกออกและกดหยุดเลือดบริเวณที่แทงเข็มประมาณ 10-20 นาทีเพื่อให้เลือดหยุดสนิทก่อนที่จะส่งท่านกลับไปพักที่ห้อง หลังจากนั้นท่านจะต้องนอนราบห้ามยกห้ามงอขาข้างที่ทำการตรวจต่อไปอีก 6-10 ชม. เพื่อป้องกันเลือดออกจากแผลอีก
- หากทำการขยายหลอดเลือดหัวใจแพทย์จะใส่สายสวนหัวใจที่ปลายมีบอลลูนขนาดเล็กเข้าไปยังหลอดเลือดหัวใจตรงบริเวณที่ตีบ หรืออุดตันเป่าลมขยายเพื่อดันให้บอลลูนขยายออกเบียดคราบไขมันหินปูนที่เกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดให้ยุบแบนลงและขยายหลอดเลือดให้กว้างออก เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีอีกครั้งหลังจากนั้นจึงทำให้บอลลูนแฟบเหมือนเดิม แล้วดึงสายสวนหัวใจออกจากร่างกาย
- แพทย์จะใส่ขดลวดเข้าไปด้วย เพื่อช่วยลดโอกาสที่หลอดเลือดจะตีบใหม่ เลือด ในบางกรณีอาจมีการนำขดลวดที่เคลือบด้วยยามาใช้แทนขดลวดธรรมดา ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายหลอดเลือดแต่ขดลวดดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูง จึงขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์และผู้ป่วย
- การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น
การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจไม่ใช่การตรวจที่ปลอดภัย 100% มีภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงพบได้น้อยน้อยกว่า 1% โดยอาจมี
- เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- หลอดเลือดเกิดตีบขึ้นมาใหม่
- หลอดเลือดได้รับความเสียหาย
- หัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรง พบได้ประมาณ 1-2% ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้
- แพ้สารที่ใช้ฉีดพบได้ประมาณ 2-5%
- ไตมีปัญหาจากการขับสารน้ำทึบรังสีออกจากร่างกายเกิดภาวะไตเสื่อม
- แพ้สารน้ำทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจรักษาอาจจะเกิดอาการช็อค
- มีของเหลวคั่งรอบเยื่อหัวใจ
- เส้นเลือดในสมองอุดตัน พบได้ประมาณ 0.2% เกิดโรคสมองขาดเลือด
- เสียชีวิต พบได้ประมาณ 0.5%
- ติดเชื้อ มีเลือดออกหรือปวดบริเวณที่ใส่สายสวน จะมีไข้ผิวบริเวณที่แทงเข็มจะปวด บวม แดง ร้อน
พญ.ทิพยดาวรรณ วิไลพันธุ์
แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ
ประจำศูนย์หัวใจ (Heart Center)
โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์)



