
ฟันธง!สพฐ.ไม่แยกวิชาประวัติศาสตร์
14 มิ.ย. 2557
สพฐ. ไม่แยกวิชาประวัติศาสตร์ และวิชาหน้าที่พลเมือง ออกมาเป็นกลุ่มสาระที่ 9 แค่ปรับรูปแบบให้เป็นวิชาเฉพาะมากขึ้น ขอเดินหน้าจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 4 ต่อให้ครบ
นายวินัย รอดจ่าย ประธานกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ฯ ว่า ที่ประชุมได้หารือเพื่อเตรียมเดินหน้าตามแนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้แยกการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ออกมาเป็นวิชาเฉพาะ ซึ่งเดิมทั้ง 2 เนื้อหานี้เป็นสาระหนึ่งใน 5 สาระวิชา (ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และหน้าที่พลเมือง) ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ขณะที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทั้งหมด 8 กลุ่มสาระวิชา
นายวินัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม กรรมการซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการด้านการศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาแล้วเห็นว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อมาตั้งเป็นกลุ่มสาระที่ 9 นั้น จะต้องมีการแก้ไขระเบียบกฎหมายรองรับ ซึ่งใช้เวลานาน อีกทั้งเห็นว่า การเรียนประวัติศาสตร์นั้น ไม่สามารถเรียนโดด ต้องเรียนควบคู่ไปกับสาระอื่นๆ ในกลุ่มสังคมศึกษา เช่น ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ที่ประชุมจึงลงความเห็นว่า ไม่แยกประวัติศาสตร์ ออกมาตั้งเป็นกลุ่มสาระวิชาใหม่ แต่จะปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้เป็นวิชาเฉพาะชัดเจนขึ้น ส่วนชั่วโมงเรียนคงไว้ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ 40 ชั่วโมงต่อปี ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และ 80 ชั่วโมงต่อปีในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนเนื้อหาตำราเรียนนั้น พิจารณาแล้วมีความครบถ้วนอยู่แล้ว จึงให้ใช้ตำราเรียนเดิมไปก่อน แต่อาจจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาให้กับครูผู้สอนในส่วนที่ต้องการจะเพิ่มเติมเข้าไป โดยทำเป็นคู่มือให้
ประธานกรรมการพัฒนาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนการเรียนการสอนหน้าที่พลเมืองนั้น ปัจจุบันเป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระสังคมฯ เช่นกัน แต่ไม่มีการกำหนดเวลาเรียนไว้เฉพาะ แต่ระบุเป็นชั่วโมงเรียนรวม 4 สาระ คือ หน้าที่พลเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ให้เรียนรวม 80 ชั่วโมงต่อปี ในระดับประถมศึกษาตอนต้น และ 120 ชั่วโมงต่อปี ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ 240 ชั่วโมง ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะไม่มีการแยกเป็นวิชาออกมาเช่นเดียวกัน
"แต่เนื่องจากต้องการให้การสอนวิชาหน้าที่พลเมือง เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มเวลาเรียน ให้ไปดึงเวลาเรียนในส่วนของวิชาเลือกมาใช้ และให้จัดการเรียนการสอนในลักษณะกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนเกี่ยวกับหน้าที่พลเมือง ส่งเสริมความเป็นมนุษย์ หน้าที่พลเมือง และประวัติศาสตร์ ปีละ 40 ชั่วโมงทุกระดับชั้น โดยจะมีการจัดทำคู่มือเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครูผู้สอน"
ด้าน ดร.กมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การจัดทำคู่มือให้กับครู จะเพิ่มเติมในเรื่องของจุดเน้นต่างๆ เช่น ความรักชาติ ความเป็นไทย โดยอาจจะทำเป็นคู่มือเสริมในแต่ละระดับชั้น และจะมีการแนะนำเรื่องการจัดการเรียนการสอน การมีหนังสืออ่านนอกเวลา และการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมทางด้านประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง เพื่อให้ครูใช้กันทั่วประเทศ เพื่อให้สอนไปในทิศทางเดียวกัน
"ส่วนสาเหตุที่ไม่ให้แยกประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ออกมาเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ 9 ส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับวิชาอื่น อีกทั้งนักวิชาการด้านสังคม ทักท้วงว่าการจะเรียนวิชานี้ให้เห็นผล ต้องเรียนรวมเนื้อหาของกลุ่มสาระสังคม อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อกำหนดรายละเอียดต่างๆ อีกครั้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนปีนี้ เพื่อให้ทันใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2557 อย่างไรก็ตาม ในแผนระยะสั้น 3 เดือน จะเสริมกิจกรรมเพิ่มเติมอย่างการให้มีการแต่งเพลงเนื้อหาเชิงรักชาติ สามัคคี โดยมีนักร้องวัยรุ่นมาร้องด้วย"
ขอเดินหน้าจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 4 ต่อให้ครบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุม 10 หน่วยงานที่มีงบประมาณจัดซื้อแท็บเล็ต ตามโครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน ร่วมกับผู้ประสานงานของฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สรุปความเห็นจากการประชุมทำเป็นข้อเสนอส่งให้ คสช.ไปแล้ว โดยมีข้อเสนอที่ชัดเจน 2 ประเด็น
ประเด็นแรก เสนอเดินหน้าโครงการจัดซื้อแท็บเล็ต ตามงบประมาณปี 2556 ให้เสร็จสิ้น เพราะเหลือการจัดซื้อเฉพาะโซน 4 (จัดซื้อแท็บเล็ตให้นักเรียน ม.1 ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งจริงๆ แล้ว 7 ใน 10 หน่วยงานได้ดำเนินการจัดซื้อไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ยังไม่ได้จัดซื้อ
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการจัดซื้อแท็บเล็ต ตามงบประมาณปี 2557 วงเงินกว่า 4,000 ล้านบาทนั้น มีข้อเสนอให้ยุติโครงการ แล้วผันงบประมาณไปใช้ในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างอื่น โดยให้ 10 หน่วยงานกลับไปคิดโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา แล้วเสนอไปให้ คสช.พิจารณาใหม่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สพฐ.วางแผนจัดสรรงบประมาณบางส่วนของปี 57 ไปจัดทำโครงการสร้างห้องคอมพิวเตอร์แล็ป (computer lap) ให้โรงเรียนที่ยังไม่เคยได้เครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะที่งบประมาณบางส่วน จะจัดสรรเป็นงบประมาณซ่อมแซมโรงเรียนที่ชำรุด-ทรุดโทรมมากๆ ซึ่ง สพฐ.มีโรงเรียนที่โทรมมากๆ เป็นจำนวนหลายพันโรงเรียน ขณะที่เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ต้องการนำงบประมาณไปจัดซื้อ iPad ให้นักเรียนใช้ในห้องเรียน
ด้านนางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศธ.ได้ส่งความเห็นจากการประชุมร่วม 10 หน่วยงานไปให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช.แล้ว คาดว่าในวันจันทร์ที่ 16 มิ.ย.นี้ ฝ่ายสังคมจิตวิทยา อาจนำโครงการแท็บเล็ตขึ้นมาพิจารณา จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ก็จะได้นำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผอ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.ต่อไป
--------------------------
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)



