
บรรเจิด แสงสนธยา ณ อันดามัน
08 มิ.ย. 2557
ท่องไปกับใจตน : บรรเจิด แสงสนธยา ณ อันดามัน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]
ถึงเดือนมิถุนายนคราใดมักใจหาย ว่าเผลอไปนิดเดียว ล่วงเข้าสู่กลางปีแล้ว ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าเพิ่งฉลองปีใหม่กับสงกรานต์ไปไม่นานมานี้เอง กับอีกเรื่องหนึ่งคือ มิถุนายนเป็นสัญญาณว่าชายฝั่งทะเลอันดามันเข้าสู่ฤดูมรสุมแล้ว ถือเป็น “โลว์ซีซั่น” ไปจนกว่าจะถึงเดือนพฤศจิกายนนั่นแหละ ค่อย “เบิกฟ้าอันดามัน” กันใหม่ ส่วนใหญ่เข้าว่ากันอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ช่วงนี้ลมมรสุมยังไม่พาดผ่านอันดามันเต็มตัว เป็นเวลาที่น่าเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันตก เพราะฝรั่งกลับไปเยอะแล้ว ค่าที่พัก ค่าอาหารจะไม่แพง เพียงแต่อย่านั่งเรือออกไปเที่ยวไกลจากชายฝั่งมากนัก จะได้ไม่ต้องลุ้นว่าจะเจอความแปรปรวนของคลื่นลมในทะเลหรือไม่
ที่สำคัญคือท้องฟ้าช่วงต้นฤดูมรสุม มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลยิ่งนัก โดยเฉพาะช่วงหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปสักสิบนาที ถ้าเย็นนั้นฝนไม่ตก แสงสีที่บรรเจิดขึ้นมาเหนือท้องทะเล ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ อย่างเมื่อวันก่อน ที่ ชายหาดคลองม่วง อ.เมืองกระบี่ พอไข่แดงแห่งดวงสุริยาลาลับฟ้า บรรดาผู้คนบนชายหาดก็พร้อมใจกันเดินกลับ ด้วยอารมณ์คล้ายหนังจบหรือละครปิดฉาก ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าเบื้องหลังค่อยๆ โชนแสงและสีสันอันอลังการเสียยิ่งกว่าตอนดวงอาทิตย์กำลังตก จนทุกคนต้องกลับหลังหันไปตะลึงกับภาพที่ปรากฏ เพราะแท้ที่จริง อาทิตย์อัสดงยังไม่ใช่ฉากจบ หากเป็นเพียงฉากเปิดของมหกรรมแสง และการผสมสีอันแสนมหัศจรรย์ของท้องฟ้ามากกว่า
นักดาราศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “แสงสนธยา” หรือ Twilight ซึ่งจะเกิดในช่วงเช้า ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และช่วงเย็น หลังดวงอาทิตย์ตก 5-10 นาที สืบเนื่องจากสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “การกระเจิงของแสง” (Scattering of light) เหตุเพราะท้องฟ้ายามอรุณและยามเย็น แสงอาทิตย์ทำมุมขนานไปกับพื้นโลก และต้องเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาว อุปสรรคที่ขวางกั้นเช่นฝุ่นละอองก็มีมาก แสงสีม่วงและน้ำเงินไม่สามารถเดินทางผ่านอุปสรรคไปได้ จึงกระเจิงอยู่รอบนอก ส่วนแสงสีเหลือง ส้ม และแดง กระเจิงในแนวราบตามแนวลำแสง ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์และท้องฟ้าในบริเวณใกล้เคียงเป็นสีแดง หรือสีชมพู ทั้งนี้ ท้องฟ้าเวลาเย็นจะมีสีแดงมากกว่ารุ่งเช้า เพราะช่วงบ่ายมีฝุ่นละอองในอากาศมาก จึงมีการกระเจิงของแสงสีแดงมากกว่า (ข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์-LESA)
นอกจากนั้น ท้องฟ้าช่วงต้นฤดูมรสุม ยังมีปุยเมฆคล้ายก้อนสำลี ลอยอยู่เป็นหย่อมๆ เมื่ออาทิตย์อัสดงไปแล้วโชนแสงสุดท้ายขึ้นมา ผ่านช่องว่างระหว่างปุยเมฆ กลายเป็นลำแสงอันตระการตา ที่นักพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์สมัยก่อน มักใช้เป็นเครื่องมือสร้างสีสันให้ข่าวอยู่เสมอ ประมาณว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นลางบอกเหตุดีหรือเหตุร้าย ตามแต่จะต้องการให้ทิศทางข่าววันนั้น หันเหไปทางบวกหรือลบ ซึ่งนับวันจะเป็นวิธีนำเสนอข่าวที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตกในแต่ฤดูกาลจะไม่ตรงกัน การเกิดขึ้นของแสงสนธยา (Twilight) ในแต่ฤดูกาลก็จะไม่ตรงกันด้วย ซึ่งหากเข้าไปที่เว็บไซต์ของ สมาคมดาราศาสตร์ไทย (http://thaiastro.nectec.or.th) ก็สามารถทราบเวลาเกิดแสงสนธยาในแต่ละวัน และแต่ละพื้นที่ได้ไม่ยาก อาทิ กรุงเทพมหานคร วันที่ 10 มิถุนายน 2557 แสงสนธยายามเช้าจะเกิดตอน 05.26 น. และดวงอาทิตย์จะขึ้นตอน 05.50 น. ส่วนตอนเย็น ดวงอาทิตย์จะตกเวลา 18.45 น. และแสงสนธยาจะเกิดตอน 19.08 น. ในขณะที่ที่กระบี่ แสงสนธยาเช้าจะเกิดตอน 05.43 น. และแสงสนธยาเย็นจะเกิดตอน 19.04 น. เป็นต้น
ดังนั้น ใครที่อยากเห็นแสงสนธยาเช้าช่วงเดือนนี้ ต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ และหากจะถ่ายภาพแสงสนธยาเย็น ก็ต้องอดทนรอคอยถึงทุ่มกว่านั่นแหละ จึงจะได้ภาพสวยสมใจ เพราะช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม กลางวันจะยาวกว่ากลางคืนมากเป็นพิเศษนั่นเอง
ผมคิดว่าเรื่องที่เล่าให้ฟังมานี้ เป็นคำตอบของคำถามยอดฮิตว่า ทำไม เราจึงถ่ายภาพได้ไม่สวยเท่านิตยสารฉบับนั้น หรือช่างภาพคนนั้น ทั้งๆ ที่ไปสถานที่เดียวกัน คำตอบก็คือเพราะเรามิได้ไปในช่วงเวลาที่สถานที่นั้นสวยสุด ซึ่งมักเป็นเวลาที่เกิดแสงสนธยา คือยามรุ่งสางที่เรายังไม่ลุกจากเตียง หรือยามค่ำมาก หลังจากที่เรารีบเดินกลับออกมาแล้วด้วยความหิวข้าวนั่นเอง
โลกดิจิทัลวันนี้ ทำให้คนเราถ่ายภาพได้สวยใกล้เคียงกัน เพียงแต่รู้จักหามุมมอง รู้จักเลือกเวลาถ่ายภาพที่เหมาะสมกับสถานที่ และรู้จักการอดทนรอคอย แม้จะมีเพียงกล้องที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือ หรือกล้องคอมแพ็กราคาไม่แพง ก็อาจได้ภาพดีใกล้เคียงช่างภาพมืออาชีพได้ พูดก็พูดเถอะ ภาพที่ผมใช้ประกอบข้อเขียนในคอลัมน์นี้ทั้งหมด ก็มาจากกล้องคอมแพ็กแสนจะธรรมดาที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ พูดอย่างนี้ มิได้หมายจะปรามาสผู้ที่ใช้กล้องแพงๆ คือถ้ามีย่อมดีแน่นอน แต่ถ้ายังไม่มี ก็ใช้กล้องที่เราสะดวกมือมากที่สุด สร้างสรรค์ภาพถ่ายที่มีศิลปะได้เช่นกันครับ
ผมชอบถ่ายภาพแสงสนธยายามเย็น (ก็ยามเช้าบางทีตื่นไม่ทัน) เพราะนอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินเจริญตาและใจแล้ว ยังได้แง่คิดด้วยว่า แสงสนธยาจะสวยหรือไม่สวย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน ไม่ต่างกับชีวิตคนเรา จะทุกข์จะสุข ขึ้นกับสิ่งที่ตัวเรากระทำมา ดั่งพุทธธรรมที่ว่าด้วย “อิทัปปัจจยตา” คือไม่มีเหตุ ผลก็เกิดขึ้นไม่ได้ และเพราะมีเหตุ ผลจึงเกิดขึ้น...
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเดินทาง ท่องเที่ยว และถ่ายภาพ เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นกันนะครับ
-------------------------
ขอขอบคุณ คุณเอกราช คุณวิเชียร คุณไวท์ ที่พาผมซอกแซกไปพบหาดสวยๆ ในเมืองกระบี่
-------------------------
(ท่องไปกับใจตน : บรรเจิดแสงสนธยา ณ อันดามัน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])



