
เยี่ยมชม'บาร์นส์แอนด์โนเบิล'ร้านหนังสือสุดเดิร์น
08 มิ.ย. 2557
อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : เยี่ยมชม 'บาร์นส์แอนด์โนเบิล' ร้านหนังสือสุดเดิร์น : โดย...ปลวกหวาน
ผู้คนมากมายจากนานาประเทศมุ่งตรงสู่หัวใจห้องที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของอเมริกา ชื่นชมความสวยของวิวทะเลทรายวิบๆ ลิบๆ แสงสีไฟสวยของลาสเวกัส แต่เราตั้งตาแต่ใฝ่หาแต่...ร้านหนังสือแสนสวย บาร์นส์แอนด์โนเบิล (Barnes & Noble) ณ เมืองฟีนิกซ์ แอริโซนา ตามประสาหนอนนักอ่าน ที่เฝ้าตามติดร้านหนังสือชื่อนี้ไปทุกๆ ที่รวมทั้งที่มหานครแอลเอและเมืองสกอตเดล
เมื่อตำนานอย่างร้านหนังสือ Borders ปิดตัวลงไปอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2011 (ในขณะที่ปิดตัวลงมีพนักงานถึงเกือบสองหมื่นคน) ทำให้ร้านคู่แข่งอย่างบาร์นส์แอนด์โนเบิล ยืนหยัดอยู่อย่างทนทาน และดูเหมือนว่าจวบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครมาแย่งชิงความเป็นยักษ์ใหญ่ของร้านหนังสือนี้ไปได้...
เพราะที่นี่เป็นมากกว่าร้านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหน้าร้านเป็นด่านๆ ที่เย้ายั่วยวนให้นักอ่านต้องเดินเข้าไปแล้วหลงใหลอยู่ในนั้นกันได้ทั้งวี่ทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ทางเข้า จะโรยต้อนรับไปด้วยหนังสือโปรโมชั่นที่หั่นราคาลงถึง 50% แต่ด้วยชั้นเชิงการวางหนังสือให้ดูทรงคุณค่า (ไม่ใช่กองๆ ในกะบะจนปกหักเสียหาย) ก็ทำให้ดูมีความพิเศษน่าสนใจอย่างมาก เมื่อเดินลึกเข้าไป จะพบกับคาราวานของหนังสือที่เพิ่งออกใหม่สดใสซิงๆ ที่กั้นเราไว้ราวกับประตูเงินประตูทอง ก่อนที่เราจะไปพบกับหนังสือ Best seller ของซีซั่นนั้นๆ
มีตัวอย่างยั่วน้ำลาย เช่น Gone Girl ของจิลเลียน ฟลินน์ ที่กำลังมาแรง สนุกสยองถูกจริตนักอ่าน (ฉบับภาษาไทยชื่อ "เล่นซ่อนหาย" โดยน้ำพุสำนักพิมพ์) นอกจากจะมีอยู่ที่ชั้นหนังสือแนะนำแล้ว ก็ยังจะมีการจัดวางเรียงเป็นกำแพงหนังสือ ตรงใกล้ๆ ช่องเข้าคิวจ่ายเงิน ทั้งยังมีหนังสือชวนคิด ( Books that make you think) ยกหนังสือดีมากมายหลายเล่มมาแนะนำ..ช่างน่าซื้อที่สุด
บาร์นส์แอนด์โนเบิล...น่าจะเป็นร้านหนังสือแรกๆ ที่นำเอาร้านกาแฟสตาร์บัคเข้ามาอยู่ในร้าน แล้วทำโปรโมชั่นร่วมกัน หมายถึงว่าถ้าเราเป็นสมาชิกของร้านหนังสือ ซื้อหนังสือลด 10% ซื้อกาแฟหรือเค้กในสตาร์บัคส์ก็ลด 10% ด้วยเช่นกัน เติมเต็ม ไวไฟ ฟรีที่เร็วปรู๊ดปร๊าดอีกด้วย
นอกจากชั้นหนังสือแนะนำแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือหนังสือคลาสสิก หนังสือที่มีความเป็นอมตะ หรือวรรณกรรมของโลกก็จะถูกแยกออกมาจากชั้นหนังสือปกติ เพื่อส่งเสริมและมุ่งเน้นให้คอวรรณกรรมได้เลือกสรรกันอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของเจน ออสติน Pride and Prejudice , Sense and Sensibility หนังสือของเชคสเปียร์ Romeo and Juliet , Merchant of Venice หรือหนังสือของลีโอ ตอลสตอย War and peace , The death of Ivan IIych แม้กระทั่งการจัดหมวดหมู่คนเขียนหนังสือก็ทำให้ง่ายต่อการค้นหา เช่นหากเราต้องการหาหนังสือของนักเขียน Lee Child ผู้ปั้นซีรีส์แจ็ค รีชเชอร์ สารวัตรจอมหักกระดูก ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆ เพียงแค่เดินไปตรง Shelf ก็จะมีหนังสือของ Lee Child เรียงกันหราให้เห็นอยู่ครบทุกภาคทุกตอน (ตอนล่าสุด The Enemy หรือฉบับภาษาไทยชื่อ พรางแผนฆ่า น้ำพุสำนักพิมพ์)
การหมุนเวียนของการจัดโปรโมชั่นก็มีประจำ อย่างเดือนนี้เป็นเดือนที่โปรโมทหนังสือประวัติศาสตร์ เดือนหน้าเป็นอาหาร เดือนโน้นเป็นหนังสือที่ได้รางวัลต่างๆ อีกเดือนก็อาจเป็นหนังสือเด็ก รวมทั้งหนังสือที่ลดราคา 30%, 20% และ 10% และมุมที่ได้รับความนิยมอีกก็คือสมุดบันทึกในแบบต่างๆ จากทั่วโลก ไม่ถึงกับยกร้านเครื่องเขียนเข้ามาแต่ว่าเป็นการเลือก ที่คั่นหนังสือ ที่ใส่ปากกา เป็นของกระจุ๊กกระจิ๊กที่คนรักการอ่านการเขียนจะต้องติดใจ เรื่อยไปถึงแผนกที่เป็นมัลติมีเดีย Audio book ซีดีภาพยนตร์, เพลง แยกในส่วนของภาพยนตร์ที่เคยเป็นหนังสือมาก่อน และภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการแบกหนังสือเยอะๆ ทางร้านก็มีแท็บเล็ตอีบุคอย่าง NOOK ที่ให้ลูกค้าดาวน์โหลดหนังสือมาอ่านได้อย่างสบายสายตาและอารมณ์..ว้าวสุขใจจริงๆ
แม้ว่าแคมเปญ “กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก" จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่วัฒนธรรมการอ่านของคนไทยก็ไม่ควรที่จะสิ้นสุดไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่บนความไม่แน่นอนเช่นนี้
หากการศึกษาเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชาติ การอ่านยิ่งเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เหมือนที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรีเคยกล่าวไว้ว่า
"นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร" ...งั้นจะรอช้าทำไม ไปอ่านหนังสือกันเถอะค่ะ!!



