ไลฟ์สไตล์

การ'ปฏิรูป'สังคมไทยแท้จริงแล้วต้องเริ่มจาก'บ้าน'

การ'ปฏิรูป'สังคมไทยแท้จริงแล้วต้องเริ่มจาก'บ้าน'

07 มิ.ย. 2557

การ'ปฏิรูป'สังคมไทยแท้จริงแล้วต้องเริ่มจาก'บ้าน' : คอลัมน์ คลินิคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
 
          ในสภาวะที่สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่การ “ปฏิรูป” ในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ก็คงต้องใช้ระยะเวลาสักพักครับที่จะเข้าที่เข้าทาง เพราะชาวไทยที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นคนไร้ระเบียบ ได้อยู่กันแบบสบายๆ แบบไม่เป็นไรมานาน กฎกติกามารยาทต่างๆ ของสังคมก็หย่อนยาน น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มจัดระบบระเบียบกันใหม่ ก็เหมือนกับรถยนต์ที่จะต้องทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ล้างอัดฉีด ซ่อมช่วงล่าง  เติมลมยางกันบ้าง ก็เพื่อให้สามารถใช้เป็นพาหนะเดินทางไกลไปข้างหน้าต่อไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สารภาพตามตรงครับว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ผมเป็นกังวลที่สุด   คือ  การขาดซึ่งความเป็น “นิติรัฐ” ของสังคมไทย ที่มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่หวั่นเกรงใน “กฎหมาย” ก็เลยทำให้ “กฎหมู่” เข้ามาแทนที่ พอคนบางกลุ่มเริ่มไม่เคารพยำเกรงในกฎหมาย (มิหนำซ้ำในบางโอกาสยังตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย) สังคมโดยรวมก็เลยตกอยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะอย่างที่เห็นนี่แหละครับ  
 
          ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ทำให้ผมมีเวลานั่งคิดทบทวนย้อนหลังกลับไป ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมไทยที่เคยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขต้องมีอันเป็นถึงขนาดนี้ คำตอบที่เห็นชัดเจนที่สุด ใกล้ตัวที่สุดและถูกมองข้ามที่สุด  คือ “บ้าน”  ซึ่งคงต้องยอมรับนะครับว่า “บ้าน” ของคนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ เป็น “บ้าน” ที่ไม่น่าอยู่และเปลี่ยวเหงาเป็นอย่างยิ่งครับ เป็นผลให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอยู่ “บ้าน”  
 
          ผมเพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ได้มีโอกาสพักใน “บ้าน” แบบญี่ปุ่น ลึกๆ ก็รู้สึกชื่นชมในบรรยากาศความเป็น “บ้าน” ของชาวญี่ปุ่นครับ ทำให้ผมเข้าใจทันทีว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงสามารถฟื้นตัวจากการถูกทำลายล้างที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้สามารถกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง คงไม่ผิดนะครับที่ผมจะบอกว่าญี่ปุ่นยุคใหม่ได้พัฒนาประเทศจาก “ศูนย์” คือ พัฒนาจากความไม่มีอะไรเลยหลังสงครามโลก มิหนำซ้ำยังถูกถล่มด้วยระเบิด “ปรมาณู” และระเบิด  “พลูโตเนียม” ที่ “ฮิโรชิมา” และ “นางาซากิ”  ซึ่งทำให้เมืองทั้งสอง ถูกทำลายภายในพริบตา “จักรพรรดิ” ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจประกาศพ่ายแพ้สงคราม  
 
          ตอนนั้นไม่เหลืออะไรแล้วครับ แต่ญี่ปุ่นก็ใช้เวลาเพียง 20 ปี ลุกขึ้นสร้างประเทศมาใหม่ จะว่าไปแล้ว “เคล็ดลับ” ของความเข้มแข็งของชนชาติญี่ปุ่นอยู่ที่ “บ้าน” ครับ ความเจริญและความมั่งคั่งร่ำรวยกระจายไปทั่วประเทศโดยผ่าน “บ้าน” ชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาประเทศจากจุดเล็กๆ คือ จาก “บ้าน” ซึ่งผมมักพูดเสมอครับว่า “บ้าน”  อาจจะเป็นหน่วยที่ “เล็กที่สุด” แต่มีความ “สำคัญที่สุด” หากเราสามารถทำให้ “บ้าน” คือ  หน่วยที่ “เล็กที่สุด” ในสังคมดีแล้ว เมื่อสังคมเล็กๆ ดีแล้ว สังคมใหญ่ก็จะดีตาม เหมือนได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์พืชที่ดีแล้วพอเจริญเติบโตงอกงามขึ้นก็จะเป็นต้นไม้ยืนต้นที่ดีและเป็นป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ดี จะเป็นอื่นไปไม่ได้ 
 
          คนญี่ปุ่นรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ฝึกฝนและเรียนรู้ความมีวินัย ตลอดไปจนถึงหน้าที่ทางจริยธรรม ก็ที่ “บ้าน” นี่แหละครับ เป็นการฝึกให้อยู่ภายใต้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัด  ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของญี่ปุ่นแท้ๆ คือการฝึกฝนคนรุ่นเด็กอย่างเข้มข้นก่อน อบรมบ่มนิสัยให้เป็น “พิมพ์นิยม” ตามที่สังคมต้องการ เพื่อให้เป็นคนดี มีจริยธรรม มีคุณธรรม มีความรอบรู้ มีความสามารถ มีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ให้ได้เสียก่อน พอโตแล้วถึงปล่อยให้พัฒนาการอิสระ ดังนั้น ญี่ปุ่นในภาพรวมจึงเป็นสังคมที่มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียวครับ 
 
          จริงๆ แล้วผมสนใจศึกษาศิลปวัฒนธรรมการกินอยู่และวิถีชีวิตของญี่ปุ่นมานานแล้วครับ ก็มีหลายอย่างหลายประเด็นที่น่าสนใจ น่านำมาปรับประยุกต์ใช้ในบ้านเรา ยกตัวอย่าง เช่น วิถีคิดง่ายๆ ของผู้ใหญ่ใน “บ้าน” ของชาวญี่ปุ่นที่ว่า  ถ้าไม่ต้องการให้เด็กลอกเลียนแบบสิ่งใดก็ไม่ต้องทำสิ่งนั้นให้เด็กเห็น  ดังนั้น ในญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยเห็นข่าวอาชญากรรมในสื่อต่างๆ ทั้งทางหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์  ฯลฯ  ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงเหมือนประเทศเรา ก็เพราะไม่ต้องการให้เด็กเติบโตอย่างก้าวร้าวและนำไปสู่สังคมที่รุนแรง 
 
          ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ สังคมญี่ปุ่นจะไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ  (แบบ “ไม่เป็นไร” ของสังคมไทย) แก่คนที่กระทำความผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับส่วนรวม  เพราะถูกปลูกฝังมาว่าหากได้ทำผิดสักครั้งแล้วมักจะทำผิดซ้ำอีก และสังคมจะต้องมีกฎกติกา มารยาทพร้อมที่จะ “แลกเปลี่ยน+เรียนรู้+อยู่ร่วมกัน” ในสังคม  สำหรับคนญี่ปุ่น “กฎมีไว้ปฏิบัติ” โดยไม่มีการยกเว้นให้กับบรรดาอภิสิทธิชน  หากคุณแหก “กฎ” สังคมก็จะตัดคุณออกไป โดยไม่มีการข้ามหรือข้อยกเว้น  (มีแต่การเหยียบให้จมดิน)  จะเห็นได้ว่าเป็น “วิถีคิด” และ “วิถีปฏิบัติ” ที่เคร่งครัดมากครับ
 
          สำหรับผมแล้วสิ่งเหล่านี้น่าทึ่งมากครับ ในการที่คนญี่ปุ่นรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ได้รับการปลูกฝังใน “บ้าน” ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก เป็น “วิถีคิด” และ “วิถีปฏิบัติ” ที่สร้างให้ญี่ปุ่นเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้  “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตน” เมื่อการสร้างชาติญี่ปุ่นเริ่มจากที่ “บ้าน” จาก “จุดเล็กๆ” ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ  แต่แท้จริงแล้วสำคัญเป็นที่สุด  ก็ยังไม่สายครับที่สังคมไทยจะมาเริ่มต้นปรับเปลี่ยนกันใหม่โดย เริ่มจากสังคมเล็กๆ ที่ใกล้ตัวที่สุด คือ “บ้าน” ไม่ต้องคิดไม่ต้องฝันอะไรให้ใหญ่เกินตัว  มาเริ่มต้น “ปฏิรูปบ้าน” กันอย่างจริงจังกันเถอะครับ  ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแน่ครับ
 
.......................................
(หมายเหตุ การ'ปฏิรูป'สังคมไทยแท้จริงแล้วต้องเริ่มจาก'บ้าน' : คอลัมน์ คลินิคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)