
ชาวบ้านเหม็น แต่ อบต.ไม่เหม็น
06 มิ.ย. 2557
เปิดซองส่องไทย : ชาวบ้านเหม็น แต่ อบต.ไม่เหม็น : โดย...ลุงแจ่ม
อันดับแรก ต้องขอขอบคุณลุงแจ่มมากครับที่ช่วยเป็นธุระให้ ส่วนเรื่องต่อไปนี้ผมขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ทาง อบต.แจ้งมานั้นบางเรื่องก็ไม่เป็นความจริง แต่ผมไม่ได้มีความประสงค์ที่จะให้ลุงแจ่มไปสอบถาม อบต. อีก เพราะดูจากคำตอบที่ให้มาแล้ว ก็เหมือนกับตอนที่ผมไปร้องที่อบต.นั่นแหละ ซึ่งไม่มีความจริงใจเลย
ประการแรกตอนเริ่มทำเขาแจ้งว่าได้รับความยินยอมจากนิติบุคคลและสมาชิก อบต.แล้ว แต่ที่ผมจะสอบถามคือ ขั้นตอนการทำของทางนิติบุคคลไม่เคยเข้ามาชี้แจงกับบ้านคนบริเวณนั้นเลย ผมเข้าใจว่าการทำสนามเป็นเรื่องที่ดี เพราะตัวผมเองก็ขี่จักรยาน แต่ขั้นตอนการเริ่มทำมันถูกต้องหรือไม่ มีหนังสือลายลักษณ์อักษรในการที่บอกว่าสอบถามจากบ้านบริเวณนั้นแล้วหรือไม่ ไม่ใช่อ้างไปเรื่อย
ประการที่สองเรื่องทำไมถึงเพิ่งมาร้อง ทั้งๆ ที่สร้างมา 2 ปีแล้ว เพราะตอนแรกสนามเป็นแค่สนามเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้และไม่มีแท่นปล่อยจักรยาน และระหว่างที่ปล่อยตัวเขาจะเอาเครื่องขยายเสียงมาเปิด และจะปล่อยเหล็กลงมากระทบกันทำให้เกิดเสียงดัง ผมเคยไปร้องกับทางผู้จัดการสนามว่าเสียงมันดังไปหรือเปล่า และระยะเวลาที่เขามาใช้ก็ตั้งเวลาประมาณ 17.00-20.00 น. บางวันก็เกินกว่านั้น ที่ผมต้องมาฟังเสียงและฝุ่น เขาก็ตอบมาเหมือนที่ตอบมานี่แหละครับว่า อบต.ให้ทำแล้วมีปัญหาอะไรก็ไปคุยกับ อบต. ซึ่งบ้านแถวนั้นก็ไปถามไม่ใช่แต่ผม แต่ก็ได้คำตอบแบบนั้น ใครจะไปกล้าถาม
ประการที่สามเรื่องกลิ่น ทางอบต.แจ้งว่าไม่มีกลิ่นนี่ เขาใช้มาตรฐานอะไรมาวัด มีหนังสืออะไรมายืนยันว่าไม่มีกลิ่นเพราะผมไม่เคยเห็นทางอบต.เข้ามาดูเลยสักครั้ง จะเข้ามาก็ต่อเมื่อมีผู้ให้การสนับสนุน มาถ่ายรูปแล้วก็ไป และกลิ่นที่ได้ก็มาจากการที่เขานำกากน้ำตาลมาเทที่พื้นสนาม มันเหม็นเหมือนบ่อขยะ บางวันที่ไม่มีลมนี่ผมอยู่บ้านไม่ได้เลยไม่ทราบว่าเคยเข้ามาดูบ้างหรือเปล่าและบริเวณนั้นก็มีแหล่งน้ำขัง นี่คือสิ่งที่เขาบอกว่าทำท่อระบายเรียบร้อย
ประการที่สี่เรื่องท่อระบายน้ำ ที่บอกว่าจัดทำท่อไว้แล้วอย่างดี นี่คือรางระบายน้ำหลังสนามที่ทำไว้ และท่อที่อยู่ใต้สนามเหลือแค่นี้ และก็ไม่มีทางไหลไปไหนมาสุดที่ขอบสนาม และก็มีน้ำขังบริเวณสนาม ทำไมวางท่ออย่างดีแล้วยังมีน้ำขัง ไม่เข้าใจ และน้ำที่อยู่ในท่อที่อ้างว่าทำอย่างดีนี่ ไม่ทราบว่ามันไหลไปไหน
และประการสุดท้ายเรื่องที่ไปร้องกับศูนย์ดำรงธรรมผมไปแล้ว ตอนนี้แจ้งว่ารอทาง อบต.ตอบมาอยู่ ที่ผมอยากจะอธิบายคือ ผมไม่ได้ต่อต้านการออกกำลังกายของเด็กๆ แต่การจะทำอะไรมันต้องทำให้ถูกขั้นตอน และเมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้น คุณเข้ามาดูแลอะไรหรือเข้ามาแก้ไขอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าถามอะไรไปก็ตอบว่า อบต.ทำได้ นิติฯ ให้ทำ แต่สิ่งที่ทำมันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน นี่ขนาดลุงแจ่มเป็นสื่อมวลชนยังตอบมาแบบไม่สนใจถึงความเดือดร้อนของผมเลย อ้างว่า บ้านอีกสามพันหลังไม่เห็นมีปัญหา และเป็นประโยชน์ต่อบ้านอีกสามพันหลัง แต่ทางอบต.ไม่เคยมองถึงความเดือดร้อนของบ้านบริเวณใกล้ๆ แถวนั้นเลย และบ้านอีกสามพันหลังไม่ได้ได้รับกลิ่นเหม็นฝุ่นและเสียงนี่ครับ ผมคือผู้ได้รับความเดือดร้อน แต่ในมุมมองของ อบต. คือ ไม่สนใจ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคยสนใจถึงความเดือดร้อน หรือผมไม่ใช่ลูกบ้านของเขา เขาถึงไม่สนใจ
และอีกเรื่อง ถ้าในหมู่บ้านของผมมีพื้นที่ที่จำกัด คับแคบ ผมจะเข้าใจได้ แต่นี่ภายในหมู่บ้านของผม มีพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณริมทะเลสาบมากมาย ทำไมทาง อบต. และนิติบุคคลไม่มาเข้าปรับปรุงพื้นที่บริเวณเหล่านั้นให้เป็นสนามแข่งอย่างยั่งยืนไปเลย เพราะพื้นที่บริเวณนั้นไม่ได้อยู่ใกล้บ้านคนอะไรเลย และมีพื้นที่กว้างขวางมากๆ สิ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ลุงแจ่มทราบก็ประมาณนี้ ยังไงก็ขอขอบคุณมากๆ ครับ ที่ช่วยเป็นธุระให้ เพราะต้องยอมรับจริงๆ ว่าหน่วยงานของรัฐสมัยนี้พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย และคำตอบที่ได้กลับมาก็ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงอะไรเลย และคำตอบของทาง อบต. ไม่ได้สนใจความเดือดร้อนอะไรของผมเลย อ้างแต่ว่า เขามีสิทธิ์ นิติบุคคลให้ทำ สมาชิก อบต.ให้ทำ แต่ที่ผมเดือดร้อนนี่มาจากการกระทำของ อบต. ไม่เคยเข้ามาดูแล ยังบอกอีกมีปัญหาอยู่หลังเดียว ก็ใช้คำพูดแบบนี้ชาวบ้านที่ไหนเขาจะกล้าเข้าไปร้องเรียนที่ อบต.
ตอนนี้ผมก็รอเรื่องจาก ศูนย์ดำรงธรรม จ.สมุทรปราการ ถ้าเรื่องยังเงียบอยู่ผมคงไปฟ้องศาลต่อ ยังไงก็ขอบคุณลุงแจ่มมากๆ ขอให้อยู่ช่วยเหลือประชาชนไปนานๆ
นวพล สิงเปรม
สามี(ตัวดี) สิทธิของลูก
ดิฉันอยู่กินกับสามีก่อนแต่งงานประมาณ 2 ปี หลังจากนั้น เราก็แต่งงานกันตามประเพณี แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากนั้น เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันมา 15 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน
ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อเริ่มมีลูกคนที่สอง เพราะก่อนที่ดิฉันจะมีลูกคนที่สอง เราไม่เคยมีปากเสียงกันเลย แต่พอดิฉันเริ่มตั้งท้องลูกคนที่สอง สามีก็กลายเป็นนักเที่ยวกลางคืน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด จนกระทั้งดิฉันคลอดลูกแล้ว และจนลูกโตเกือบปีแล้ว
ซึ่งดิฉันคิดว่า สามีจะเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมบ้าง แต่เปล่าเลยค่ะ สามีไม่สนใจเลย ปล่อยให้ดิฉันต้องรับผิดชอบลูกเพียงลำพัง เลิกงานกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน มีกลิ่นเหล้ากลับมาทุกวัน ลูกๆ แทบจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อ วันเสาร์ อาทิตย์ ก็มีข้ออ้างออกไปข้างนอกตลอดเวลา ลูกคนเล็กเขาแทบจะไม่แตะเลย ส่วนลูกคนโตยังพอเล่นด้วยบ้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ดิฉันเครียด เพราะไหนจะต้องดูแลลูก แล้วยังมาเครียดเรื่องสามีที่เป็นอย่างนี้อีก เมื่อดิฉันพูด หรือ ทักท้วงก็ทะเลาะกัน ซึ่งหลายครั้งดิฉันสงสารลูกมาก
ดิฉัน จึงตัดิสนใจ หอบลูกมาอยู่ที่บ้านน้องสาว เพราะทนไม่ไหว และไม่อยากทน สามีก็ตามมาจนพบ ดิฉันบอกว่า ให้เลิกกัน เพราะรับไม่ได้ ที่จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ และดิฉันไม่ยอมกลับไป แต่สามีก็ไม่ยอม เรื่องนี้จึงยืดเยื้อ ทำให้ดิฉันเองก็เครียด ลูกก็เริ่มมีปัญหา
อยากทราบว่า ถ้าดิฉันตัดสินใจเด็ดขาด เลิกกับสามี ทรัพย์สินที่มี อย่าง บ้านและรถ ซึ่งเป็นชื่อของเราสองคน มีที่ดิน และ เงินสดในธนาคาร จะแบ่งกันอย่างไร และลูกควรจะอยู่กับใคร ได้สิทธิอะไรบ้าง
เดือน
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า กรณีนี้ควรเจรจากับสามีให้ดี ถ้าต้องการจะเลิกกันจริงๆ แต่ก็อยากให้คิดถึงลูกด้วย และถ้าต้องเลิกกันจริงๆ บ้าน และรถที่เป็นชื่อร่วมกัน ก็ควรจะเจรจากันว่า จะจัดการแบ่งกันอย่างไร ใครจะเอาบ้าน หรือรถ หรือ จะขายแล้วเอามาแบ่งกันคนละครึ่ง
แม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่งในฐานะหุ้นส่วน ดังนั้น ก็ควรคุยกันว่า จะแบ่งอย่างไร หรือ ถ้าจะให้ดี ก็ให้จัดการยกทรัพย์สินที่มีให้ลูกไปเลย
ส่วนเรื่องสิทธิของลูกนั้น ลูกของคุณมีสิทธิตามกฎหมายทุกอย่างที่จะได้รับสิทธิมรดกทรัพย์สินจากผู้เป็นพ่อตามกฎหมาย
ลุงแจ่ม



