ไลฟ์สไตล์

เปิดซองส่องไทย : โดนตำรวจขู่เรียกเงิน

เปิดซองส่องไทย : โดนตำรวจขู่เรียกเงิน

30 พ.ค. 2557

เปิดซองส่องไทย : โดนตำรวจขู่เรียกเงิน

 
                           แฟนดิฉันมีอาชีพขับรถรับจ้างทั่วไป เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม เวลาประมาณ 17.00 น. มีคนต่างด้าวชาวพม่า ติดต่อให้ขับรถไปขนของที่บริเวณถนนวุฒากาศ โดยแฟนดิฉันเดินทางไปกับคนจ้างแค่ 2 คนเท่านั้น ผู้ว่าจ้างคนนี้มีเอกสารจดทะเบียนต่างด้าวถูกต้องตามกฎหมาย ระหว่างทางได้แวะรับชาวพม่าอีก 1 คนที่บริเวณตลาดบางแค ชาวพม่าคนนี้ไม่มีเอกสารจดทะเบียนต่างด้าว ระหว่างที่จะออกเดินทางจากตลาดบางแค ก็มีชาย 1 คน อ้างว่าเป็นตำรวจ แต่งตัวนอกเครื่องแบบ ไม่แจ้งชื่อ บอกเพียงแต่ว่ามาจากกองปราบปราม และจับแฟนดิฉันข้อหารับคนต่างด้าวผิดกฎหมาย 
 
                           แฟนดิฉันตกใจมาก เพราะไม่ได้ทำผิด ที่เดินทางมาก็เพราะได้รับการว่าจ้างขนของ ไม่รู้ไม่เห็นกับชาวต่างด้าวทั้งสองคนเลย เมื่อชี้แจงกับตำรวจก็ไม่ฟัง ยืนยันว่าแฟนดิฉันผิด และจะนำตัวไปศาล บอกว่าขึ้นศาลปรับ 1 แสนบาท ติดคุก 2 ปี และยึดรถ แฟนดิฉันกลัวมากบอกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ตำรวจจึงเรียกเงิน เสนอว่าหากไม่ต้องการขึ้นศาลให้จ่ายเงินตรงนี้ 50,000 บาท แต่แฟนไม่มีเงินให้ ตำรวจคนนั้นก็ขู่ตลอดเวลา บอกว่าไปศาล ติดคุกนะ 
 
                           จากนั้นจับใส่กุญแจมือและสั่งให้ทั้งสามคนขึ้นรถของแฟน และตำรวจคนนั้นเป็นคนขับ มีการขับรถวนไปวนมา แต่แฟนจำได้ว่าไปถึงปิ่นเกล้า ก่อนจะวนรถกลับมาที่ตลาดบางแค ระหว่างที่อยู่บนรถตำรวจคนนั้นพูดข่มขู่ตลอดเวลา จนกระทั่งแฟนทนไม่ไหวจึงขอต่อรอง บอกว่ามีเงินไม่ถึง 50,000 บาท นายตำรวจคนนั้นจึงลดให้เหลือ 30,000 บาท แต่แฟนไม่มีเงินให้ และโทรมาหาดิฉันให้ดิฉันหาเงิน 30,000 บาท 
 
                           ดิฉันทำงานหาเช้ากินค่ำจะหาเงินจากไหนมาให้มากมายขนาดนี้ ระหว่างที่ดิฉันคุยกับแฟน นายตำรวจคนนั้นได้ดึงโทรศัพท์จากแฟนและพูดกับดิฉันว่าหากไม่มีเงินให้ก็ต้องไปศาลและติดคุก ดิฉันจึงขอเวลาหาเงินและวางสาย หลังจากนั้นดิฉันได้โทรแจ้ง 191 เล่าเรื่องให้ตำรวจที่รับสายฟัง ตำรวจจึงขอเบอร์ของแฟนเพื่อโทรสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นตำรวจ 191 โทรกลับมาหาดิฉันบอกว่า ต้องจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นแฟนคุณต้องไปศาลและเสียเงินมากกว่านี้ และตำรวจ 191 ยังบอกอีกว่า ตำรวจคนนั้นโทรไปขอนายให้ลดให้แล้ว แต่นายไม่ยอม 
 
                           ดิฉันตกใจมาก ถามตำรวจ 191 ว่าตกลงว่าแฟนต้องจ่ายเงินจริงๆ ใช่ไหม ตำรวจ 191 บอกว่า จ่ายไปเถอะ จะได้จบๆ กันไป ระหว่างนั้นแฟนดิฉันโทรกลับมาบอกว่า จ่ายเงินให้ตำรวจคนนั้นไปแล้ว 6,000 บาท เพราะตำรวจคนนั้นถามว่ามีเงินติดตัวเท่าไร แฟนบอกว่ามีเงินในบัญชีธนาคาร 6,000 บาท ตำรวจคนนั้นจึงบอกแฟนให้ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มและเดินคุมตัวแฟนเพื่อไปกดเงินด้วย หลังจากแฟนจ่ายเงินให้ตำรวจคนนั้นแล้ว ตำรวจคนนั้นขู่ซ้ำว่าต้องโอนเงินที่เหลือมาให้ด้วย พร้อมกับให้เลขที่บัญชีธนาคารไว้ กำชับว่าต้องโอนเงินที่เหลือมาให้ ไม่อย่างนั้นจะถูกจับส่งศาล ส่วนต่างด้าว 2 คนนั้น จ่ายเงินให้ตำรวจ 5,000 บาท ก่อนที่ตำรวจคนนั้นจะปล่อยตัวทั้งสามคน
 
                           ตอนนี้ดิฉันและแฟนยังไม่ได้โอนเงินที่เหลือให้ตำรวจคนนั้น และยังไม่ได้แจ้งความ กลัวถูกทำร้าย เพราะตำรวจคนนั้นมีเบอร์ของแฟน ดิฉันเชื่อว่าตำรวจคนนั้นเป็นตำรวจจริง เพราะตำรวจ 191 บอกให้จ่ายเพื่อให้เรื่องจบ และยังพูดถึงนายของตำรวจคนนั้น แสดงว่าต้องรู้กันว่าตำรวจคนนั้นเป็นตำรวจเหมือนกัน เงิน 6,000 บาท สำหรับดิฉันและแฟนลำบากมาก กว่าจะหาได้ แต่กลับถูกตำรวจโจรมาปล้นไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากดิฉันจะแจ้งความต้องไปที่ไหนและบัญชีธนาคารที่ตำรวจคนนั้นให้มา จะเอาผิดได้ไหมคะ
 
 
วิภาภรณ์
 
 
ตอบ
 
 
                           พ.ต.ท.ชำนาญ เอกพิทักษ์พงศ์ พงส.ผนพ.(หน.) สน.หลักสอง ชี้แจงว่า กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ แนะนำให้ผู้ร้องเรียนแจ้งความยังสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หากไม่ทราบว่าท้องที่ใดเป็นท้องที่เกิดเหตุ ให้ถือเอาสถานที่ที่จ่ายเงินเป็นสถานที่เกิดเหตุ โดยเตรียมพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีมามอบให้พนักงานสอบสวน 
 
                           จากข้อมูลที่ผู้ร้องเรียนให้มา ตลาดบางแคอยู่ในท้องที่ สน.หลักสอง แต่การชี้ชัดว่าอำนาจสอบสวนคดีเป็นของ สน.หลักสอง หรือไม่ ต้องสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด ดังนั้นให้ผู้เสียหายเข้ามาพบพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง หากคดีอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สน.หลักสอง พนักงานสอบสวนจะรับแจ้งความดำเนินคดีเพื่อสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด หากคดีอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจท้องที่อื่น พนักงานสอบสวนจะแนะนำให้ผู้เสียหายเดินทางไปแจ้งความยังสถานีตำรวจท้องที่นั้น
 
                           ในส่วนของเลขที่บัญชีธนาคาร ถือเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนจะเรียกเจ้าของบัญชีมาพบ หากเจ้าของบัญชีดังกล่าวเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ก่อเหตุ ก็สามารถสอบสวนและดำเนินคดีหากกระทำผิดได้ทันที แต่ถ้าไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน จะสอบสวนเพื่อทราบความเกี่ยวข้องของเจ้าของบัญชีกับผู้ก่อเหตุก่อนเชื่อมโยงไปยังคดีว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง สำหรับกรณีที่สงสัยว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่นั้น ต้องสอบสวนเรื่องราวทั้งหมดก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือไม่ หากสงสัยว่ากระทำความผิด พนักงานสอบสวนจะเรียกมาสอบสวน และถ้ากระทำความผิดจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 
 
ลุงแจ่ม
 
 
 
สามี(ตัวดี) ลายออก
 
 
                           ​ดิฉันมีเรื่องอยากขอคำแนะนำด้วยค่ะ คือว่าหลังจากแต่งงานอยู่กินกับสามีมาได้ 10 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่มีลูกด้วยกัน 1 คน เริ่มมีปัญหาเมื่อดิฉันเห็นว่าพฤติกรรมสามีเริ่มเปลี่ยนไป ไม่เหมือนแต่ก่อน
 
                           ​จากที่เป็นคนชอบอยู่บ้านกับครอบครัว กลับขอออกไปสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ และมีนัดไปต่างจังหวัดด้วยกันในช่วงวันหยุด ทั้งที่เคยเป็นวันครอบครัว นอกจากนั้นเวลามีโทรศัพท์มาก็จะเดินออกไปคุยที่อื่นไม่ให้ดิฉันและลูกได้ยิน เมื่อถามก็บอกว่า เพื่อนโทรมาปรึกษาเรื่องงาน
 
                           แรกๆ ดิฉันไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พฤติกรรมเหล่านั้นเริ่มมากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เมื่อสอบถามก็บ่ายเบี่ยง บอกว่า ดิฉันคิดมาก ทำไปทำมาก็จะหัวเสียและทะเลาะกัน ซึ่งในขณะนั้นดิฉันก็คิดว่าตัวเองหาเรื่องเกินไปหรือเปล่า เขาเคยเป็นพ่อ และเป็นสามีที่ดีมาตลอด
 
                           ความลับมาแตกเมื่อเพื่อนของดิฉันไปเจอสามีเดินกับหญิงอื่นในต่างจังหวัดจึงโทรมาบอก เมื่อสามีกลับมาจากงานที่อ้างว่าไปสัมมนากับบริษัท ดิฉันถามก็เลยมีปากเสียงกัน และในที่สุดเขาก็ยอมรับว่ามีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
 
                           ​บอกตามตรงดิฉันช็อก เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในขณะที่เขาเองกลับไม่รู้สึกผิด ทำตัวเหมือนว่าไม่มีความลับแล้ว เลยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนเมื่อก่อน คือหายไปแบบเปิดเผยไปเลย ดิฉันรับไม่ได้ และสุดจะทน จึงบอกว่าจะไปอยู่กับแม่ โดยจะเอาลูกไปด้วย เพราะดิฉันเองก็มีงานทำ คิดว่าถ้าสามีหมดรัก ดิฉันก็สามารถดูแลตัวเองได้ และถ้าเขาไม่ดูแลลูกดิฉันก็จะดูแลเอง
 
                           ​เมื่อดิฉันยืนยันว่าให้เลิกกัน เพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเขา เขาไม่ยอม บอกว่าจะอยู่อย่างนี้ แต่ดิฉันตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ จึงหอบลูกมาอยู่บ้านแม่ตัวเองในวันที่สามีไม่กลับบ้านค่ะ 
 
                           อยากทราบว่า ถ้าเลิกกันอย่างนี้ ลูกของดิฉันจะได้สิทธิอะไรบ้าง และทรัพย์สินที่มีจะแบ่งกันอย่างไร
 
 
​น้องก้อย
 
 
​ตอบ
 
 
                           ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า กรณีนี้ควรเจรจากับสามีให้ดี ถ้าต้องการจะเลิกกันจริงๆ อยากให้คิดถึงลูกด้วย และถ้าต้องเลิกรากันก็ควรจะตกลงกันโดยดีว่า ทรัพย์สินที่มีอยู่นี้จะแบ่งครึ่งกันอย่างไร
 
                           ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ ถ้าคุณและสามีเจรจากันได้ก็น่าจะตกลงได้ว่า ใครควรจะได้อะไรไปบ้าง หรือ ถ้าจะให้ดีก็ให้จัดการยกทรัพย์สินที่มีให้ลูกไปเลย
 
                           ส่วนเรื่องสิทธิของลูกนั้น ลูกของคุณมีสิทธิตามกฎหมายทุกอย่างที่จะได้รับสิทธิมรดกทรัพย์สินจากผู้เป็นพ่อตามกฎหมาย
 
 
​ลุงแจ่ม