
หมดกังวล...ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
28 พ.ค. 2557
ดูแลสุขภาพ : หมดกังวล...ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นวิธีการตรวจมาตรฐานในปัจจุบัน แพทย์จะใช้กล้องพิเศษ ซึ่งเป็นท่อยาวขนาดเล็กสอดทางทวารหนัก เพื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ โดยจะสามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ได้ หากพบความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือเนื้อผิดปกติอื่นๆ แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งในกรณีที่เป็นติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็ง หลังจากตัดออกผ่านกล้องแล้ว โรคสามารถหายสนิทได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ หรือหากพบเป็นเนื้อที่ผิดปกติ การส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาถือเป็นวิธีการตรวจยืนยันมะเร็งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง
หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องรับประทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด ขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน การเตรียมลำไส้ดังกล่าวสามารถทำมาจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หลังรับประทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย 6-8 ครั้ง หากผู้ป่วยถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียอาจดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมาก อาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย
ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที
ความรู้สึกแรกหลังส่องกล้อง
เมื่อประสิทธิภาพของยานอนหลับหมดลง ผู้ป่วยจะค่อยๆ รู้สึกตัว อาจรู้สึกเวียนหัว ตาลาย หรือหน้ามืด ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรนอนพักผ่อนให้สบายจนรู้สึกตัวดี ในกรณีที่ต้องการลุกขึ้นหรือเปลี่ยนท่าทาง ควรเปลี่ยนอย่างช้าๆ เป็นขั้นตอน จากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน และจากยืนเป็นเดิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสู่สมดุล
ในช่วงระยะ 2-3 ชั่วโมงแรกหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับประทานอาหาร กลับบ้าน หรือปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกแน่นท้อง มีลมในท้อง หรือปวดท้องคล้ายจะถ่าย แต่เมื่อเข้าห้องน้ำอาจมีแค่ลมระบายออกมา ซึ่งเป็นผลจากลมที่ขยายลำไส้ระหว่างการส่องกล้อง ซึ่งสามารถระบายออกได้เองตามธรรมชาติด้วยการเรอหรือผายลม จัดเป็นภาวะปกติหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยไม่ควรกลั้นลมไว้ เพราะอาจทำให้ท้องอืดหรือปวดเกร็งท้อง และไม่ควรเบ่งแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้เสียดท้อง ปวดท้อง หรือถ่ายมีเลือดปนได้ ในกรณีที่มีอาการมากอาจรับประทานยาขับลมร่วมด้วยได้
การส่องกล้องเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง แต่อาจมีโอกาสเกิดลำไส้ทะลุหรือภาวะเลือดออกได้ในรายที่มีการทำหัตถการร่วมด้วย เช่น การตัดติ่งเนื้อ แต่โอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ขึ้นสูงหลังการส่องกล้องควรกลับมาพบแพทย์ทันที
การดูแลตนเองเมื่อออกจากโรงพยาบาล
เนื่องจากในขั้นตอนการเตรียมลำไส้ก่อนส่องกล้องจะต้องรับประทานยาระบายเพื่อล้างของเสียที่ค้างในลำไส้ออกมาจนหมด ดังนั้นการถ่ายท้องปริมาณมากร่วมกับการงดน้ำและอาหาร ตลอดจนผลของยานอนหลับที่ได้รับ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกง่วงหรือเพลียบ้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการขับรถเอง และเมื่อกลับถึงบ้าน หากยังรู้สึกเพลีย อาจนอนพักได้ช่วงสั้นๆ ไม่แนะนำให้นอนตลอดเวลา เพราะอาจทำให้อืดหรือแน่นท้องได้ แนะนำให้เดินช้าๆ หรือขยับร่างกายเบาๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ลมที่ค้างภายในระบายออกได้ง่ายขึ้น ความรู้สึกอืดหรือตึงท้องจึงลดลง
ในกรณีที่ได้รับการตัดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจใช้เวลานานกว่าการส่องกล้องทั่วไปเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้น และสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การเบ่งถ่าย หรือการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งหน้าท้องในช่วงสัปดาห์แรก
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในห้าของโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในคนไทย สมาคมแพทย์ทางเดินอาหารประเทศไทยจึงแนะนำให้คนปกติที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรเข้ารับการส่องกล้องเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่ตรวจแล้วพบว่าปกติ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วงสิบปีต่อไปน้อยมาก ซึ่งปัจจุบันก็มีผลงานวิจัยทางการแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่า วิธีป้องกันมะเร็งลำไส้ที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม และตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในระยะแรก
ระยะเวลาและข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ซ้ำ 1.สำหรับคนทั่วไป ควรเริ่มตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 50 ปี หากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี 2.สำหรับคนที่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุ 40 ปี หากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี 3.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่มีลักษณะแบน (Sessile or Flat Polyp) หรือขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 3-4 เดือน 4.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ ขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร จำนวน 1 ก้อน ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 3 ปี 5.ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ ขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร มากกว่า 1 ก้อน ควรได้รับการตรวจซ้ำหลังตัดติ่งเนื้อดังกล่าวแล้ว 1 ปี 6.ผู้ป่วยลำไส้อักเสบชนิด Crohn’s disease หรือโรคติ่งเนื้อในลำไส้ที่ติดต่อทางกรรมพันธุ์ (Familial Adenomatous Polyposis หรือ FAP) ควรได้รับการตรวจซ้ำทุกปี
โรงพยาบาลไทยนครินทร์
---------------------------
รับสมัครนักศึกษา-โรงเรียนแสงชูโตบริบาล โดยความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ มีระบบการประกันคุณภาพภายในอยู่ในระดับดีเด่นประจำปี พ.ศ.2554 โดยสำนักงานบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเปิดรับสมัครนักศึกษาชาย-หญิง วุฒิ ม.3 ขึ้นไป เรียนต่อเป็นพนักงานผู้ช่วยพยาบาล หลักสูตรการดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ (ระยะสั้น 6 เดือน) อำนวยการสอนโดย อาจารย์หมอวันทนีย์ พนมศักดิ์ สำเร็จการศึกษาได้รับใบประกาศนียบัตร “มีความรู้ คู่คุณธรรม” สร้างโอกาส สร้างชีวิต สมัครเรียนได้ที่ห้องธุรการ ชั้น 3 โรงพยาบาลกาญจนบุรีเมโมเรียล โทร.0-3466-24186 ต่อ 3005, 3023
---------------------------



