
โรคกระดูกพรุนอันตรายต่อผู้สูงอายุ
26 พ.ค. 2557
โรคกระดูกพรุนอันตรายต่อผู้สูงอายุ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ
โรคนี้คือภาวะที่มีมวลกระดูกลดน้อยลง เนื่องจากมีการสลายกระดูกเร็วกว่าการสร้างกระดูก มวลกระดูกที่ลดน้อยลงทำให้ความแข็งแรงกระดูกลดลง จนกระทั่งในที่สุดไม่สามารถจะรับน้ำหนักหรือแรงกระทำต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ กระดูกมักจะแตกหรือหักได้โดยง่าย
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
ในอดีตเชื่อว่าโรคกระดูกพรุนเกิดในวัยชรา ร่างกายสร้างกระดูกมาทดแทนส่วนที่สึกหรอได้น้อยลง แต่ในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า พันธุกรรมมีส่วนในการกำหนดให้แต่ละคนมีมวลกระดูกมากน้อยต่างกัน ดังเช่นมักจะพบโรคนี้ในครอบครัวเดียวกัน แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยีนหลายตัว การแสดงออกจึงมักเกิดในผู้ที่เข้าสู่วัยชรา หรือในสตรีวัยหลังหมดประจำเดือนบางราย ที่ระดับฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการสลายกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงแรกๆ หลังหมดประจำเดือน
โรคกระดูกพรุนมีอันตรายต่อผู้ป่วยอย่างไร
เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุน มวลกระดูกลดน้อยลง ความแข็งแรงกระดูกลดลง กระดูกในผู้ป่วยเหล่านี้จึงมักจะหักง่ายแม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ตำแหน่งที่พบกระดูกหักบ่อยคือ กระดูกปลายแขน ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง ซึ่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่เกิดกระดูกสันหลังหัก และข้อสะโพกหักมักจะมีภาวะแทรกซ้อนตามมามาก และมีอัตราตายสูง ถือเป็นภาวะอันตรายมาก และที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ดังนั้นผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวมาก่อน
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่มีอาการแสดงให้สังเกตเห็นได้ เช่น กระดูกสันหลังหัก จะทำให้หลังโกง ตัวเตี้ยลง ดังนั้นถ้าหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง คือ เข้าสู่วัยชราอายุมากกว่า 60-65 ปี หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน จะต้องหมั่นสังเกตตนเอง และวัดส่วนสูงเป็นประจำ หากส่วนสูงเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม. หรือเกิดหลังโกง ควรไปพบแพทย์ หรือเคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรงมาก่อน หรือมีญาติใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน ก็ควรไปปรึกษาแพทย์
สำหรับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในปัจจุบัน ใช้วิธีวัดมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA ซึ่งมีในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั่วไป และจะต้องเจาะเลือดตรวจปัสสาวะด้วย เพื่อแยกโรคร้ายแรงอื่นๆ ก่อนจะให้การรักษา
การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน
การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน โดยใช้เครื่องตรวจวัดค่ามวลกระดูกเป็นมาตรฐาน แบ่งกระดูกออกเป็น 3 ชนิดดังนี้
1.กระดูกปกติ คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด (ค่ามวลกระดูก มากกว่า -1)
2.กระดูกโปร่งบาง คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างช่วง 1-2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด (ค่ามวลกระดูก มีค่าระหว่าง -1 ถึง -2.5)
3.กระดูกพรุน คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด 2.5 หรือต่ำกว่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่ามวลกระดูก น้อยกว่า -2.5)สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างไรบ้าง
ในปัจจุบันการรักษาโรคกระดูกพรุนได้ก้าวหน้าไปไกล และมียาใหม่ๆ ที่สามารถป้องกันกระดูกหักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ คือ ยากระตุ้นการสร้างกระดูก และยาต้านการสลายกระดูก ปัจจุบันยาต้านการสลายกระดูกมีหลากหลายรูปแบบทั้งชนิดเม็ดรับประทาน ฉีดเข้าเส้น และฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งการเลือกใช้ชนิดใดขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยและวิจารณญาณของแพทย์มีการศึกษาในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนยาวนานถึง 8 ปี (ข้อมูลถึง 2556) ที่แสดงให้เห็นว่ายาลดการหักของกระดูกได้ดีทั้ง กระดูกสันหลัง กระดูกที่ไม่ใช่กระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก ยาชนิดนี้ขึ้นทะเบียนและมีใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชียแล้ว
การป้องกันกระดูกพรุนแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเป็นน่าจะดีกว่า ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ถ้าหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกกำลังกายกลางแจ้งสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการดูดซึมแคลเซียม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การเดิน การทรงตัวดีขึ้น การเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มและกระดูกหักก็จะลดลง
รศ.นพ.วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ
รพ.รามาธิบดี
.......................................
(หมายเหตุ โรคกระดูกพรุนอันตรายต่อผู้สูงอายุ : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ)



