ไลฟ์สไตล์

ตำนานแผ่นดิน-อภินิหารพระนอนพูดได้ วัดป่าโมกวรวิหาร

ตำนานแผ่นดิน-อภินิหารพระนอนพูดได้ วัดป่าโมกวรวิหาร

27 มิ.ย. 2552

พระนอน วัดป่าโมกวรวิหาร มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท 23 เมตร เมื่อปี พ.ศ. 2269 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นำกำลังทัพมากราบสักการะ ขอบารมีพระนอน เป็นขวัญกำลังใจแก่กองทัพ ก่อนไปรบกับ พระมหาอุปราช จนได้รับชัยชนะ

 พ.ศ.2448 พระโต พระลูกวัดป่าโมกฯ ป่วยด้วยโรคห่า (อหิวาตกโรค) นางเหลียน หลานสาวได้มาดูแลพระโตผู้เป็นลุง พาไปรักษากับหมอพื้นบ้านหลายแห่งก็ไม่หาย นางเหลียนจึงไปกราบอธิษฐาน ขอบารมีพระนอนให้ช่วยรักษาหลวงลุง ปรากฏว่า มีเสียงตอบออกมาจากหน้าท้องพระนอน บอกตำรายาสมุนไพรให้นางเหลียนนำไปต้มให้พระโตดื่มกิน นางเหลียนจึงไปเก็บสมุนไพรตามคำบอกต้มให้พระโตฉันจนหายเป็นปกติ

 นางเหลียน นำเหตุอัศจรรย์นี้ไปบอกกับ พระครูป่าโมกขมุนี เจ้าอาวาสวัดป่าโมกฯ พระครูปาโมกขมุนีไม่เชื่อ จึงนำนางเหลียนกับพระสงฆ์ โยมในวัด 30 กว่าคน ไปจุดไฟรอบพระวิหารพระนอน เพื่อตรวจดูว่ามีใครแอบอยู่หลังพระนอนหรือไม่ พระครูปาโมกขมุนีจัดพานหมากพลูถวายพระนอน ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ หมากพลูหายไปใน 2 นาที

 จากนั้น นางเหลียนได้อาราธนาพระนอนให้พูดคุยกับเจ้าอาวาสวัดป่าโมกฯ ก็เกิดเสียงพูดออกมาจากท้องพระนอน บอกสูตรตำรายาสมุนไพรรักษาโรคห่า ให้เจ้าอาวาสนำไปต้มรักษาชาวบ้าน เจ้าอาวาสวัดป่าโมกฯ จึงกล่าวแก่พระนอนว่า อยากบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระนอน และสร้างวิหารขึ้นใหม่ ก็มีเสียงตอบมาจากท้องพระนอนว่า ยินดีให้บูรณะตามที่ต้องการได้

 เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นจังหวัดอ่างทอง ได้เสด็จไปกราบนมัสการพระนอนวัดป่าโมกฯ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องพระนอนพูดได้ไว้ว่า

 "มีอำแดงคนหนึ่งไปบอกหลวงพ่อพระนอน ขอให้ช่วยรักษาลุงซึ่งป่วย พระนอนนั้นบอกตำรายา แต่มิได้ตอบทางพระโอษฐ์ เสียงก้องออกมาจากพระอุระ พระครูไม่เชื่อจึงได้ลองพูดดูบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายเป็นอันดี แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บป่วยด้วยยานั้น เป็นอะไรๆ ก็หาย แต่ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว"

 พระนอนพูดได้ ยังเป็นต้นเค้าโครงเรื่อง ไผ่แดง ของ อ.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้ สมภารกร่างคุยกับพระประธานในโบสถ์ จนเป็นเรื่องโด่งดังสร้างเป็นภาพยนตร์

 กนกแอนด์เดอะแก๊ง (คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล) ชวนผมไปทอดผ้าป่าที่สุพรรณบุรี แล้วผมจะพาไปชิมอาหารอร่อยร้านกุ้งเป็น เที่ยวตลาดสามชุก ชมพิพิธภัณฑ์พันธุ์มังกร จองด่วน โทร.0-2338-3000 ต่อ ทัวร์สุพรรณ

ร้านอาหารปิ่นโต อร่อยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 ออกจากวัดป่าโมกวรวิหาร ผมขับรถผ่านอนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์ เข้าทางวัดอัมพวัน ต.ป่าโมก ไปกินข้าวเย็นที่ ร้านอาหารปิ่นโต ของ คุณธีรวัฒน์ สุพัฒธี หรือ โต อ่างทอง ประธานชมรมร้านอาหารอำเภอป่าโมก คุณโตพาผมชมร้านอาหารปิ่นโต ซึ่งจัดแบบย้อนยุคมีของเก่าตกแต่งร้าน แล้วยังนำไม้ดอกที่หายากมาปลูกแซมรอบบ้าน เข้ากับสายลมที่พัดมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเย็นสบาย

 คุณโตจบเพียงชั้น ม.3 แล้วไปทำงานบริษัทตกแต่งภายในที่กรุงเทพฯ จัดตกแต่งโชว์รูมร้านค้า ตกแต่งห้างสรรพสินค้า(display) จนเชี่ยวชาญในการแต่งร้านให้สวยงาม เก็บเงินจากการทำงานได้ก้อนหนึ่ง คุณโตเอามาปรับปรุงบ้านของตัวเอง ทำเป็นร้านอาหารติดแม่น้ำเจ้าพระยา เอาเมนูอาหารอร่อยๆ ที่เคยกินจากกรุงเทพฯ มาใช้กับวัตถุดิบที่หาได้ในอ่างทอง

 ชาวบ้านจับปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วพายมาขายให้คุณโตในราคาที่ส่งขายในตลาด ผมจึงได้กินอาหารจากปลาแม่น้ำตัวใหญ่ๆ จานแรกคือ ปลาคังผัดฉ่า ใช้เนื้อกลางลำตัวปลาคัง ซึ่งมีเนื้อหนาหนังบางๆ ผัดกับพริกสดกระชายใบกะเพรา เสิร์ฟมาบนกระทะจานร้อนๆ รสชาติเผ็ดร้อนช่วยให้เนื้อปลานุ่มไม่มีกลิ่นคาว

 อ่างทองเป็นแหล่งปลูกผักที่ดีที่สุดในภาคกลาง คุณโตจึงใช้มะเขือ ขิงอ่อน ถั่วฝักยาว ยอดมะม่วง กะหล่ำสดๆ มาจิ้มกินกับ ปลาอินทรีหลน ปรุงรสด้วยน้ำกะทิ น้ำตาลปึก ให้กลมกล่อม อร่อยแบบพื้นบ้านเมืองอ่างทอง

 ชาวบ้านพอได้ปลาน้ำเงินมาส่งให้คุณโต จึงนำปลาน้ำเงินตัวใหญ่ขนาด 2 กิโลกรัม มาแล่เป็นชิ้นหนาๆ ทอดเป็น ปลาน้ำเงินทอดราดน้ำปลา กินกับยำมะม่วง ความเปรี้ยวทำให้เนื้อปลาอร่อยยิ่งขึ้น

 ปลาเบี้ยวที่มีเนื้อหนา แล่เนื้อปลาชิ้นโตๆ มาทอดราดเครื่องพริกแกงเป็น ฉู่ฉี่ปลาเบี้ยว อร่อยแบบอาหารตำรับชาวอ่างทอง ส่วนปลาม้าที่หาได้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านปิ่นโตก็เอาเนื้อมาผัดกับเกล็ดพริกไทยดำตรามือ เป็น ปลาม้าผัดพริกไทยดำ ใส่พริกไทยสด ให้ออกรสเผ็ดนิดๆ ส่วนพุง ไข่ปลาช่อน ก็เอามาทำ ต้มยำพุงไข่ปลาช่อนหม้อไฟ ปรุงรสให้เปรี้ยวเผ็ดจัด เพื่อดับกลิ่นคาวแต่ไข่ปลาช่อนมันอร่อย

 ร้านอาหารปิ่นโต แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมือง แต่ลูกค้าชอบอากาศแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้โต๊ะริมแม่น้ำเต็มทุกเย็น โทร.0-3566-2589, 08-5182-5479