
'น้องฝ้าย'กระหึ่มโลกสื่อต่างประเทศตีข่าว
'น้องฝ้าย'กระหึ่มโลกสื่อต่างประเทศตีข่าว ปมพาดพิงการเมือง-เจ้าตัวลั่นไม่สละตำแหน่งส่วนเรื่องโพสต์คำหยาบแค่คึกคะนองภาษาวัยรุ่น
กลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง หลังเกิดกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียถึงเรื่องความไม่เหมาะสมของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 และรองนางงามทั้งสอง เกี่ยวกับข้อครหาว่าเป็นเด็กเส้น เด็กเชียร์เบียร์ เมียน้อยครูสอนโยคะ รวมถึงการใช้คำพูดค่อนข้างจะเป็นคำหยาบไม่เหมะสมกับตำแหน่งนางงามที่ถือเป็นตัวแทนของสาวไทย
ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม นางประณม ถาวรเวช ผู้จัดการกองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ยกทีมนางงามหมาดๆ นำโดย "น้องฝ้าย" น.ส.เวฬุรีย์ ดิษยบุตร มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 "แอลลี่" น.ส.พิมบงกช จันทร์แก้ว รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และ "น้ำเพชร" น.ส.สุณัณณิภาร์ กฤษณสุวรรณ ร่วมแถลงข่าวกรณีเกิดกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียถึงเรื่องความไม่เหมาะสมของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 และรองทั้งสอง ที่บริเวณชั้น 10 อาคารมาลีนนท์
นางประณม แถลงว่า เพื่อตอบคำถามที่ค้างคาใจของทุกคน การพูดคุยอาจมีการเข้าใจผิดบ้างอย่าง มาเคลียร์กันดีกว่า เพื่อการทำงานที่จะมีความสุขต่อไปข้างหน้า แฟนคลับก็จะมีความสุข ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จะไม่มีการไปพูดหรือคิดเอาเอง พูดความจริงเราจะได้หันกลับมามองและเข้ามาเป็นส่วนร่วมในการเชียร์น้องต่อไปในอนาคต ถามว่ากระแสแรงสุดไหม ต้องถามกลับว่า แรงไหมล่ะ
"ต้องถามกลับไปเหมือนกัน คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ก็ยอมรับในการตัดสินของกรรมการ ท่านก็มอบนโยบายว่า เราต้องดำเนินการดูแลน้องต่อไป หลายคนพูดว่า ในเมื่อมีคนที่พร้อมกว่าน้องฝ้าย ทำไมไม่เลือกนั้น อันนี้อย่างที่บอก กองประกวดต้องยอมรับคำตัดสินของกรรมการ ส่วนข่าวลือว่าฝ้ายเส้นใหญ่ เพราะเป็นเด็กค่ายกันตนา ปฏิเสธว่าไม่น่าใช่ นี่คือทุกคนคิดโน่นคิดนี่ ส่วนตัวก็งงมาก การพูดคุยวันนี้ทางกองประกวดมีแนะนำน้องๆ บ้าง เราไม่ได้ทิ้งใครเลยตั้งแต่เมื่อได้รับตำแหน่ง ดูแลกันต่อเนื่องต่อไป การที่เขาจะพูดคุยอะไรต่างๆ แม้กระทั่งการอยู่ในกองประกวด ตอบคำถามสื่อต่างๆ เราพยายามที่จะดูแลเขาด้วย การเป็นพี่เลี้ยงที่ดีต้องดูแลทุกๆ อย่าง"
ขณะที่ น.ส.เวฬุรีย์ ดิษยบุตร มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 เปิดใจถึงเรื่องกระแสที่โดนวิจารณ์ถึงเรื่องความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งในกรณีต่างๆ ว่า จริงๆ แล้วตอนที่ได้รับรางวัลรู้สึกดีใจมาก ไม่คิดว่าจะได้ ตอนนั้นคิดว่า เป็นแอลลี่ จริงๆ แล้วตัวเองก็เชียร์แอลลี่มาตลอด ทุกคนรักแอลลี่ทั้งหมด แต่เมื่อผลการตัดสินออกมาแล้ว คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ให้กำลังใจกันและกัน ส่วนเรื่องถอนตัวไม่ได้คิด เพราะกรรมการเลือกมาแล้ว กองประกวดคัดสรรมาอย่างดี การที่เขาเลือกเรานั้นก็คิดว่าตรงกับที่คณะกรรมการต้องการ แต่ก็จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้มากที่สุด
ส่วนประเด็นที่ว่า เพราะเป็นเด็กช่อง 3 จึงได้รับตำแหน่งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่ไม่เกี่ยวเพราะว่าตอนที่มาประกวดที่นี่ ก็มาเอง ไม่ได้คุยกับใครทั้งนั้น ขอยืนยันว่า ไม่ได้ล็อกตัวแน่นอน ซึ่งจะเห็นจากวันที่ประกาศผลเลยว่า ตัวเองยังตกใจมากจริงๆ ไม่ได้รู้อะไรเลย ส่วนที่ว่าการได้รับตำแหน่งเพื่อโปรโมทละคร ซึ่งกำลังจะออนแอร์ในอาทิตย์หน้านั้น คงไม่ใช่ เพราะการแสดงละครเรื่องนี้เป็นเหมือนการฝึกงานของสตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก เหมือนเวลาที่เด็กสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กทุกคนไปเล่นละครก็จะเล่นฝึกจากบทเล็กๆ ก่อน บทที่เล่นก็เล็กมาก ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมาโปรโมทหรือล็อกเลย
“ก่อนอื่นต้องขอโทษพี่ๆ แฟนนางงามและคนไทยทั้งประเทศ ที่ตัวเองอาจจะวางตัวไม่เหมาะสม แต่ว่า ขอยืนยันว่าต่อไปนี้จะไม่มีพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะตอนนี้ฝ้ายได้เป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์แล้วด้วย ฝ้ายก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนและเด็กด้วย และจะน้อมรับทุกๆ คำติชมทุกอย่าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีที่สุด อย่างเรื่องข้อความที่เขียนว่าเป็นเมียน้อยครูสอนโยคะในทวิตเตอร์นั้น มาจากที่ตอนนั้นตัวเองอ้วนมากก็เลยไปเรียนโยคะทุกเย็นจนไม่มีเวลาให้เพื่อน เพื่อนน้อยใจจึงนำมาตั้งเป็นฉายาให้ตลกๆ ส่วนเรื่องที่ว่า หนูแรง คือจริงๆ แล้วหนูอยากจะให้ทุกคนไม่ใช่มองแค่สิ่งที่ทุกคนเห็น จริงๆ แล้วคนรอบตัวฝ้ายก็จะเห็นและรู้หมดว่าฝ้ายเป็นคนอย่างไร บางทีการรับฟังจากด้านเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าฝ้ายจะต้องเป็นคนแรงหรือเป็นคนนิสัยไม่ดี" น้องฝ้าย กล่าว
ส่วนภาพคล้ายๆ กำลังสูบบารากุหลุดออกมาในโซเชียลมีเดียนั้น น.ส.เวฬุรีย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นภาพจากการไปกินอาหารอินเดียแถวถนนข้าวสาร ซึ่งจะมีเกมเล่นระหว่างรออาหาร ไม่มีอะไร แค่เล่นกัน แค่เป่าลูกโป่งเล่นๆ กันที่เป็นสบู่เฉยๆ ส่วนที่เห็นว่าถือนั้นเพื่อนฝากถือ เพราะเพื่อนถ่ายรูปต้องฝากถือ ไปกันแค่สองคน รวมถึงการเขียนข้อความทางการเมืองอาจจะเป็นช่วงที่อยู่ในวัยรุ่น เป็นอารมณ์ชั่ววูบหนึ่งในช่วงนั้นเพราะว่า นานมาแล้ว จริงๆ ฝ้ายไม่มีสี พ่อแม่สอนให้รักในหลวง เพราะว่าเราเป็นคนไทยและฝ้ายก็เชื่อว่า ทุกคนในที่นี้รักในหลวงเหมือนกัน
ด้าน น.ส.พิมบงกช จันทร์แก้ว หรือ "แอลลี่" รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เปิดใจด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า ต้องเคารพการตัดสินของคณะกรรมการ ซึ่งต้องยอมรับ เพราะเป็นนักกีฬา ถ้าเป็นนักกีฬาต้องรู้ว่า ต้องรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น หากถามว่าเสียใจไหมในการทุ่มเทมาตลอด 9 เดือน เตรียมตัวมาทุกอย่าง ฝึกภาษาไทย แต่มันก็ผ่านไปแล้ว ถ้าพูดจริงๆ จากใจก็เสียใจ นี่เป็นความฝัน เสียใจนิดหน่อยไม่เยอะ และดีใจมากกว่าที่ได้มาตามฝัน เพราะว่าทุกคนมีความฝัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินตามฝัน และไม่ได้โกรธ ไม่ได้อิจฉา และรู้ว่ามิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์เป็นคนน่ารัก เป็นคนดี พร้อมกับขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ทั้งที่ประเทศไทยและลอสแองเจลิส ถ้าไม่มีทุกคนก็คงไม่มีกำลังใจขนาดนี้
ขณะที่ น.ส.สุณัณณิภาร์ กฤษณสุวรรณ หรือ "น้ำเพชร" รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์อันดับ 2 ชี้แจงถึงกรณีเรื่องอายุและภาพไม่เหมาะสมว่า ตามสูติบัตรเขียนไว้อยู่ว่า เกิดที่โรงพยาบาลราชวิถี เกิดวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2535 เวลา 13.41 น. ส่วนเรื่องการโกงอายุในการประกวดอาจจะมีการเข้าใจผิด ขอชี้แจงว่า ตอนประกวดกอสซิป เกิร์ล ตอนนั้นอายุ 20 ปี 9 เดือน ซึ่งยังไม่เต็ม 21 ก็มีสิทธิพูดว่าหนู 20 ปีอยู่ และ ณ ตอนที่มาประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ตอนนี้ก็อายุ 21 ปี กับ 11 เดือน อายุมันคลุมเครือ ก็อยากจะชี้แจงว่าเป็นการเข้าใจผิด
"กับภาพในอดีต ขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ไม่ได้เพอร์เฟกต์ทุกคน ไม่ว่าจะประกวดอะไร เราก็ภูมิใจในตอนนั้น มันเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน รูปที่มีสติกเกอร์ เราเล่นกันสนุกสนาน เขาแปะกัน อยากให้เปิดใจยอมรับ ไม่ได้หวังให้ใครมาชอบ อาจจะไม่ดีพร้อม ไม่สวยพร้อม แต่พร้อมจะเป็นคนดี" น้ำเพชร กล่าว
ส่วน นายประเสริฐ เจิมจุติกุล กูรูนางงามและแฟนพันธุ์แท้นางงามไทย กล่าวว่า ในฐานะคนดูอาจมองอีกมุมหนึ่ง ที่ผ่านมาอาจเห็นการประกวดเพียงแค่ชั่วเวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่การประกวดนางงามนั้นเริ่มมาเป็นเดือน มีการเก็บตัว มีการทำกิจกรรมต่างๆ กรรมการอาจจะเห็นอะไรที่คนดูหรือผู้ชมทั่วไปไม่เห็นก็ได้ น้องฝ้ายจึงได้รับเลือกให้เป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปีนี้ คนดูอาจมองอีกแง่หนึ่ง และกรรมการก็มองอีกแง่หนึ่ง ถ้าถามในฐานะผู้ที่คลุกคลีในแวดวงนางงามก็มองว่า เธอยังไม่พร้อมเท่าที่ควร แต่เมื่อคณะกรรมการเลือกแล้วเธอก็ต้องเตรียมพร้อมในการประกวดในเวทีระดับโลกต่อไป
ปิดท้ายที่ ม.ล.ภูมิใจ ชุมพล หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการประกวด เปิดเผยว่า ปีนี้สาวๆ ที่เข้ามาประกวดโดยภาพรวมสวย หุ่นดี และมีความสามารถ บางคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้ บางคนพูดจีนได้ ทั้งยังได้ภาษาพม่าด้วย ทั้งยังมีไหวพริบในการตอบคำถาม การประกวดครั้งนี้มีกรรมการร่วมตัดสินหลายคน กรรมการแต่ละคนให้คะแนนคนละส่วน และความเห็นของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งเมื่อรวมคะแนนออกมาแล้ว น.ส.เวฬุรีย์ ได้คะแนนสูงสุด ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
"การตัดสินต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ทั้งหน้าตา รูปร่าง และความสามารถ โดยส่วนตัวผมชอบหลายคน เราเห็นใกล้ๆ จะชัดเจนกว่า ทั้งยังได้พูดคุยนอกรอบด้วย จะเห็นเลยว่าใครตอบคำถามดี ใครตอบไม่ดี ซึ่งผมก็ให้คะแนนไปตามที่เห็นสมควรจริงๆ อย่างน้องฝ้ายที่เขาได้ตำแหน่ง เพราะเขาโดดเด่นที่หน้าตาสวย และคำถามสุดท้ายเขาตอบได้ดีมาก แต่เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยอมรับว่าค่อนข้างหนักใจเช่นกัน แต่เมื่อเขาได้ตำแหน่งแล้ว เราต้องคิดว่าจะพัฒนาเขาอย่างไรให้ดีที่สุด และพร้อมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมประกวดเวทีโลกต่อไป"
จากกระแสที่"น้องฝ้าย"ถูกวิพากวิจารณ์ดังกล่าวส่งผลให้สำนักข่างต่างประเทศอย่างเช่นสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้รายงานข่าวด้วยโดยเฉพาะประเด็นที่"น้องฝ้าย"พาดพิงการเมือง ร่วมถึงสื่อภาคภาษาอังกฤษของไทยก็รายงานข่าวนี้ด้วยเช่นกัน



