ไลฟ์สไตล์

วิกฤติอาหาร-พลังงานแห่งอนาคตความท้าทายเกษตรยุคใหม่

วิกฤติอาหาร-พลังงานแห่งอนาคตความท้าทายเกษตรยุคใหม่

19 พ.ค. 2557

วิกฤติอาหาร-พลังงานแห่งอนาคต ความท้าทายภาคเกษตรในยุคใหม่ : ดลมนัส กาเจรายงาน

              รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ภายในปี ค.ศ.2050 คาดว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มถึงกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบัน 7,000 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่าเกือบ 70% ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง  ซึ่งการเติบโตของประชากรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งพลังงานและอาหาร และถึงเวลานั้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของโลก อาจจะถึง 4 เท่าจากปัจจุบัน ซึ่งอัตราการเติบโตของจีดีพีคาดว่าจะช้าลงเล็กน้อยในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย

              ก่อนหน้านี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ได้ประเมินว่า โลกมีความจำเป็นที่จะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันประมาณ 60% จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของอาหารที่เพิ่มขึ้นในปี ค.ศ.2050 ถือเป็นเป็นเรื่องท้าทายข้อจำกัดของพื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยี หรือการใช้ปุ๋ยที่มีอยู่ เพื่อที่จะให้เพิ่มผลิตให้ได้ 60% ได้อย่างไร ต้นทุนการผลิตและราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

              ในการบรรยายหัวข้อ “ความสมดุลพืชอาหาร พืชพลังงาน เพื่ออนาคตของไทย” บนเวทีสัมมนาเรื่อง "อนาคตของประเทศไทยกับยุทธศาสตร์พืชเศรษฐกิจ" ที่ห้องประชุม สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ของ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ มองถึงอนาคตพืชอาหาร พืชพลังงานของไทย ว่า วิกฤติอาหารจะควบคู่กับพลังงาน หากเกิดวิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหารก็ตามมา จะเห็นได้จากวิกฤติพลังงานเมื่อปี ค.ศ.1972 ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งที่บาร์เรลละ 140 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีการทบทวนของวงการส่งออกอาหาร เนื่องจากประเทศไทยเองมีข้าวในสต็อกไม่มากนัก ฉะนั้นต้องมองว่า หากเกิดวิกฤติอาหาร อะไรจะเกิดขึ้น ต้องอย่าลืมว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีหลายประเทศที่ผลิตอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน แม้แต่ในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ และบรูไน ดารุลสลาม เป็นต้น

              "อาหารในนัยของเอฟเอโอคือต้องมี เมื่อมีแล้วต้องเข้าถึงผู้บริโภค เมื่อบริโภคแล้วต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย และต้องสม่ำเสมอ และยั่งยืน เราจึงจะเรียกว่า ความมั่นคงทางอาหารได้ อย่างบ้านเรา มีพื้นที่การเกษตรที่จำกัด ทางออกของไทยในอนาคตจะทำอย่างไรให้เพิ่มผลผลิตมากขึ้น เพราะอีก 20 ปีข้างหน้าเราต้องเพิ่มผลผลิตอาหารและพลังงานอีก 1 เท่าตัว ซึ่งที่ผ่านกลุ่มประเทศที่ลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค พยายามหารือถึงการลงทุนในด้านพืชอาหารในประเทศที่เป็นสมาชิกด้วยกัน หากบรรลุข้อตกลงนี้ได้ ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารและพลังงาน เพราะจะถูกแรงกระแทกจากภายนอกได้" นายพรศิลป์ กล่าว

              ในมุมมองของ นางพัชรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะกรรมการ กกร. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ สะท้อนบนเวทีเสวนา "2030 วิกฤตพืชอาหาร พืชพลังงานในอนาคต" ว่า ที่ผ่านมามองแต่วิกฤติพลังงานและอาหารในปี 2505 ซึ่งมองไกลไป เพราะที่ผ่านมาการผลิตพลังงานเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพของภูมิอากาศโลกทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างปลายปี 2554 เกิดความเสียหายถึง 1.5 ล้านล้านบาท วงการประกันภัยเสียหาย 5 แสนล้านบาท มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า อนาคตน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายอาจส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ทำกิน เกาะในทะเลอาจจมลงได้ ขณะที่ภัยแล้งยังก็ยังคุกคามอยู่ ซึ่งวิกฤติเหล่านี้จะทำอย่างไรให้เป็นโอกาสที่ไม่ให้เกิดความกดดันในเรื่องของอาหารในอนาคต

              ใกล้เคียงกับมุมมองของ ดร.พรชัย รุจิประภา อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน มองว่า ทุกคนมองไปที่ปี 2050 ที่จะมีประชากรโลก 9,000 ล้านคน แต่อีก 20 ปีข้างหน้าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน ปริมาณการบริโภคพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นแน่นอน ที่ผ่านมาทั่วโลกประสบกับวิกฤติพลังงานและอาหารมาแล้ว ทำให้มีการค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อหาแหล่งพลังงานและอาหาร ซึ่งทางออกการสร้างเขื่อนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คนจะปฏิเสธไม่ได้ และถึงเวลานั้นคงไม่มีใครค้าน เพราะประเทศกำลังขาดแคลนพลังงานและอาหาร ซึ่งการสร้างเขื่อนจะได้ทั้งพลังงานน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ดีที่สุด และได้น้ำเพื่อการเกษตรอีกด้วย ที่เหลืออาจหาพลังงานจากพืชพลังงาน อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน

              ขณะ ดร.มนตรี คงตระกูลเทียน คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร (PIM) กลับมองว่า แม้ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่ภาคการเกษตรเก่งขึ้น อนาคตอันใกล้นี้จะไม่วิกฤติอาหาร เพราะหลังจากเกิดวิกฤติอาหารในปี 2551 ทำให้ทั่วโลกมีการค้นหาวิธีผลิตอาหารเพิ่มเพื่อรับมือกับวิกฤติใหม่ จะเห็นได้จากปี พ.ศ.2555 การผลิตข้าวล้นตลาด อย่างอินเดียที่เคยนำเข้าข้าว แต่ปัจจุบันกลายเป็นผู้ส่งออกข้าว ทั้งไทย เวียดนาม ปัจจุบันจะมีกัมพูชา สปป.ลาว ต่างผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจนทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด อย่างประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรถึง 130 ล้านไร่ ปลูกข้าวกว่า 50 ไร่ ยางพารา 19 ไร่ ที่เหลือเป็นข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลอีกด้วย จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาในเรื่องของอาหารในช่วงนี้ เพียงแต่การเกษตรยุคใหม่ต้องอาศัยเทคโนโลยี และเครื่องจักรกล เข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

              สอดคล้องกับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ที่ให้ข้อคิดว่า การเกษตรในอนาคตที่ต้องการเพิ่มผลผลิตต้องอาศัยพึ่งพาเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดาวเทียมที่ประโยชน์อย่างมหาศาล ที่สามารถนำมาใช้มากมาย

              นั่นหมายถึงว่า การฝ่าวิกฤติพลังงานและอาหารแห่งอนาคตที่หลายภาคส่วนต่างวิตกว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาตินั้น คือเทคโนโลยี และเครื่องจักรกล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาให้ผู้คนมีพลังงานและอาหารที่เพียงพอในหลังปี ค.ศ.2050 หรืออีก 37 ปีข้างหน้านี้