ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว : ดง...ดิบ เขาหลวง

ชวนเที่ยว : ดง...ดิบ เขาหลวง

18 พ.ค. 2557

ชวนเที่ยว : ดง...ดิบ เขาหลวง : ภาพ / เรื่อง...นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                          จะผ่านไปกี่ปี ชื่อของ "เขาหลวง" จ.นครศรีธรรมราช ก็ยังเป็นที่หนึ่งในใจ เพราะเป็นป่าที่ฉันเริ่มแบกเป้เดินทดสอบกำลังใจ และกำลังกาย แล้วยังเป็นผืนป่าที่มีเรื่องราว มีเรื่องเล่ามากมายตามประสาป่าดิบผืนใหญ่ ที่มียอดเขาสูงสุดในภาคใต้ คือ ยอดเขาหลวง สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,835 เมตร ที่ใครๆ ก็เรียกว่ายอดคีรีวง เพราะขึ้นทางหมู่บ้านคีรีวง ใน ต.กำโลน อ.ลานสกา
 
                          เขาหลวง เป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ซ่อนเหลี่ยมมุม ครอบคลุมพื้นที่ไปหลายตำบล ใน 7 อำเภอของนครศรีธรรมราช ตั้งแต่นบพิตำ พรหมคีรี ยันลานสกา ก่อเกิดแม่น้ำ ลำคลองหลายสาย  รวมถึงเส้นเลือดใหญ่ของภาคใต้ อย่างแม่น้ำตาปี แม่น้ำปากพนัง คลองกลาย และด้วยความที่เขาหลวงเป็นป่าเขาที่มีระดับความสูงเกินกว่า 100 เมตรขึ้นไป พืชพันธุ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ จึงเป็นสังคมพืชป่าดงดิบชื้น (Tropical Rain Forest) 
 
                          ที่นี่มีเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่ยุคสมัยการต่อสู้ทางอุดมการณ์กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ ที่ยึดบางส่วนของเขาหลวงด้านกรุงชิง และเทือกเขาในจังหวัดใกล้เคียงเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับรัฐ รวมถึงเรื่องราวของมอดไม้ นายทุนที่เข้าไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อคราวที่น้ำป่าทะลักจากเขาหลวงลงทางด้าน ต.กะทูน อ.พิปูน พร้อมกับท่อนซุงน้อยใหญ่นับพันท่อน จนทั้งตำบลจมน้ำภายในพริบตา คร่าชีวิตประชาชนทั้งตาย และสูญหาย ราว 700 ชีวิต ในปี พ.ศ.2531 
 
                          มาถึงวันนี้ เขาหลวงก็ยังยืนเด่น ท้าทายสายตาของผู้ผ่านทางสู่นครศรีธรรมราช ให้เรื่องที่เล่าขานเป็นตำนานไป ขณะที่มุมสวยงามของเขาหลวงก็เปิดเผยตัวเองออกมามากขึ้น  ทั้งแง่งามของน้ำตกสูงใหญ่ในป่าลึก ป่าโบราณใส้เสื้อที่ดูสวยงาม กล้วยไม้ป่าหายาก มีเฉพาะถิ่นที่เขาหลวง เช่น สิงโตอาจารย์เต็ม (Bulbophyllum smitinandii) แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนซอกมุมที่ยังลึกลับและดิบเถื่อนของเขาหลวงให้หมดไป
 
                          การค้นพบร่องธารน้ำ ที่ดูเหมือนเป็นแนวกำแพงนครโบราณ ของทาร์ซานบอย นักเดินป่าผู้ชำนาญทางแห่งเขาหลวง และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังไปเจอซากเครื่องบินขนาดเล็กที่ไปตกอยู่บนสันเขาอีก ด้วยความอยากเจอกับเขามั่ง เลยแบกเป้ตามกันไปดูให้เห็นกับตา หลังจากทาร์ซานบอย พร้อมด้วยพี่ชาย วาร์ สุขรินทร์ และพี่บ่าว พรหมโลก ไปค้นหาเส้นทางจนเจอ
 
                          บอกไม่ได้ว่า ควรใช้เวลาเท่าไหร่ในการเดินป่าแต่ละครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยและความพร้อมหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังกาย และกำลังใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งอาจจะไปไม่ถึงจุดหมาย
 
                          ต้นทางจากกรุงเทพฯ ไปสมทบกับเพื่อนๆ ที่ชมรมบ้านมนุษยชาติรักษ์เขาหลวง ของพี่บ่าว พรหมโลก ที่อ.พรหมคีรี เพราะเป็นหนทางที่จะไปถึงเป้าหมายใกล้ที่สุด โดยพี่บ่าวกับพี่วานี่ล่ะ...คนนำทางสำคัญ
 
                          ตั้งต้นขึ้นเป้ กันที่ น้ำตกพรหมโลก ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีลานหินกว้างและสวยงาม แบ่งเป็น 4 ชั้นหลักๆ ได้แก่หนายบ่อน้ำวน หนานวังไม้ปัก หนานวังหัวบัว และหนานวังอ้ายแล แต่ทั้งหมดนี้ ที่เราเดินผ่านขึ้นไป พร้อมเป้สัมภาระส่วนตัวใบโต เส้นทางเดินช่วงแรกเป็นทางเดียวกับที่ขึ้นไปยอดพรหมโลก แต่ไปฉีกเทรลออกทางปีซ้าย กลางทางหลังจากที่ข้ามธารน้ำแรกไปแล้ว แค่ธารแรกในยามที่อากาศร้อนๆ ก็ทำเอาเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลไคลย้อย ผ่านธาร 2 ธาร 3 ค่อยนั่งพักกินข้าวเที่ยง แล้วก็บ่ายหน้าขึ้นเขาสูงกันอีกรอบ วันแรกเดินกันราวๆ 5 ชั่วโมงก็ถึงที่ตั้งแคมป์ ริมธารน้ำ แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร ฝนก็เทลงมาทักทายซู่ใหญ่ ใครมีฟรายชีทหยิบง่ายก็นำออกมากางกันฝนได้พอทุเลาไปก่อน 
 
                          ฝนมา ทากมา เลยต้องยืนสั่นไปจับทากไป ฉันอาศัยน้ำฝนที่ไหลตามฟรายชีทเป็นฝักบัวชั่วคราว ทั้งเล่น ทั้งอาบน้ำฝน จนได้เวลาอาหารเย็น 
 
                          อากาศในราวป่าใหญ่ ผิดกันคนละเมืองกับเมืองใหญ่ หรือเมื่อตอนกลางวันลิบลับ ...ฉันนึกไปถึงครั้งแรกของการขึ้นยอดเขาหลวงฝั่งยอด 1,600 เมตร ตอนนั้นไปช่วงเดือนเมษา ในเมืองร้อนตับแล่บแล้วฉันจะแบกเสื้อกันหนาวกับถุงนอนหนาๆ ไปทำไม พอตกค่ำเท่านั้นแหล่ะแทบจะสั่นเชียว เลยติดมาถึงวันนี้ ต่อให้ในเมืองร้อนขนาดไหน ถ้าเข้าป่าต้องพกเสื้อกันลม (กันหนาว) ตามสภาพพื้นที่ กับถุงนอนไปด้วย 
 
                          เมื่อคืนฝนตก เช้านี้ ฟ้าเลยปลอดโปร่ง ป่าสดชื่น แสงรำไรลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ลงมาทักทาย จนต้องฉุดตัวเองออกจากถุงนอนมาดื่มด่ำบรรยากาศให้สมกับที่เสียเหงื่อดั้นด้นเข้ามา 
 
                          วันนี้ล่ะของจริง หลังจากซ้อมขา ซ้อมเหนื่อยไปแล้วเมื่อวาน หนทางมีแต่ขึ้นกับขึ้น ไม่นานก็มีสายฝนโปรยปรายลงมาทักทาย เป็นพักๆ ฝนไม่หนักแต่ไม่หยุด คณะเราก็หยุดไม่ได้เหมือนกัน เพราะเป้าหมายยังอีกไกล วันนี้ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องถึงจุดที่เจอซากเครื่องบินให้ได้ 
 
                          ไต่ขึ้นตามๆ กันไป จนโผล่ถึงสันเขาที่มีต้นไม้สูงพอท่วมบ่าท่วมไหล่ ให้เห็นวิวทิวเขาได้บ้าง เลยไปอีกเนิน ก็สะดุดตากับร่องเขาขนาดใหญ่และลึก ผืนดินแดงในหุบมีไลเคนเกาะไปทั่ว ร่องรอยเหมือนดินถล่ม และร่องน้ำหลากที่เกิดซ้ำๆๆ เรียกความตื่นเต้นกันได้พักเดียว ฉันได้แค่นึกในใจ ใช่ที่เป็นร่องน้ำหลากลงสู่หมู่บ้านรอบๆ ด้วยหรือเปล่านะ
 
                          จากตรงนี้เดินเลาะต้นไม้ ไปอีกไม่ไกลตามสันปันน้ำ ที่อยู่ระหว่างยอดพรหมโลก กับยอด 1835 ม.  จู่ๆ ทางเดินที่ฉันต้องเหยียบก้าวไป ดันกลายเป็นส่วนหนึ่งของปีกเครื่องบิน ที่มีหญ้าขึ้นรกๆ ปกคลุมเกือบมิด ราวกับว่า เครื่องบินตกลงมาหงายท้องเกี่ยวต้นไม้ใหญ่ขวางทางไว้ เลาะลงอีกด้านถึงได้เห็นสภาพ ที่ปีกอีกด้านหนึ่งมีหมายเลขเครื่อง 5192 จากที่ข้อมูลที่ค้นหา และสอบถาม พอจะทราบว่าเป็นเครื่องบิน โอวันเอ O-1A ใช้บินลาดตระเวณหาข่าว น่าจะเป็นของ ทบ.ยุคสงครามคอมมิวนิสต์ ที่เขาเรียกว่า ไอ้ปากหมา แต่นั่นก็ไม่ได้ชันสูตรพลิกเครื่องบินดูอย่างถี่ถ้วนเลยมิอาจจะบอกที่มา ที่ไป และสาเหตุของการตก รวมถึงปีที่เกิดเหตุได้ 
 
                          ถ่ายรูปกันฉ่ำใจ ได้เวลาออกเดินต่อ อย่าได้ช้า ถ้าไม่อยากนอนกันแถวซากเครื่องบิน คราวนี้พี่บ่าวพาตัดลงเขาอีกด้านหลังจากตกลงกับพี่วา ไปตั้งแคมป์ใกล้ลานหิน พี่บ่าวบอกตรงนี้เป็นเขตพิปูนแล้ว แต่คนทางพิปูนไม่ค่อยขึ้นมาทางนี้หรอกเพราะว่าสูงชันมาก 
 
                          จากร่องรอยที่เห็น น่าจะเรียกธารหินมากกว่า มองขึ้นด้านบนเป็นเป็นทางหินขึ้นไปไกล มองลงหุบด้านล่าง ก็ดูลึกล้ำ มีน้ำไหลเซาะลงมาจากด้านบนเอื่อยๆ 
 
                          "ร่องนี้ เหมือนที่เคยมีข่าวว่า เครื่องบินสำรวจทางอากาศบอกว่าเป็นภูเขาแยกจากกัน" พี่วา บอกเล่าให้ฟัง ซึ่งฉันว่าก็น่าจะเห็นแบบนั้น เพราะเป็นร่องที่ยาวไกลซะจริงๆ จนฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ธารนี้อาจจะเต็มไปด้วยน้ำที่มากเกินบรรยาย แล้วก็อาจจะส่งต่อถึงเบื้องล่างได้อย่างน่ากลัว
 
                          ขากลับ ก็ยังไม่พ้นเส้นทางน้ำตก เพราะเดินย้อนไปทางซากเครื่องบินแล้วตัดลงทางใหม่ ก็ไปโผล่ข้างน้ำตกสูง แม้สายไม่ใหญ่ แต่ชุ่มฉ่ำใจซะจริงๆ แถมอีกวันยังมีลุ้นให้ตื่นเต้นกับสายฝนและเส้นทางใหม่ ที่ต้องตัดมาลงให้ถึงแคมป์คืนแรกให้ได้ ทั้งเหนื่อยทั้งเครียด แต่ก่อนถึงแคมป์ก็ได้เจอกับกล้วยไม้เฉพาะถิ่นที่หาดูยาก สิงโตอาจารย์เต็ม เกาะอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ จนลืมความเหนื่อยล้าไปได้ 
 
                          คืนนี้เหมือนฝนฟ้ามาสั่งลา ตอนดึกก็แล้ว เช้ามาก็ยังตกหนัก เก็บข้าวของออกเดินทางกันกลางฝน น้ำในลำธารแดงมา จนต้องหยุดรอดู ยังดีที่เป็นน้ำป่าไม่ใหญ่ จนแน่ใจถึงได้ผูกเชือกข้ามน้ำถึง 2 ช่วง ออกมาจากราวป่า  
 
                          เขาหลวงของฉัน ฉ่ำใจเหมือนเคยทั้งฝน ทั้งทาก รอยขวากหนาม น้ำป่า และยังฝากสิงโตอาจารย์เต็ม กล้วยไม้งามๆ เฉพาะถิ่นมาปลอบใจ นี่ล่ะ ... ดิบ เถื่อน แต่อบอุ่นและงดงามได้เสมอ
 
 
--------------------------
 
ติดต่อเดินป่าเขาหลวงเส้นพรหมโลก 
 
ชมรมบ้านมนุษยชาติรักษ์เขาหลวง ...พี่บ่าว(อมร)  โทรฯ 08-7272-9964 
 
วาร์ สุขรินทร์ 08-5249-2915
 
 
--------------------------
 
(ชวนเที่ยว : ดง...ดิบ เขาหลวง : ภาพ / เรื่อง...นพพร วิจิตร์วงษ์)