
มุมเดิมความรู้สึกใหม่ในแดนผู้ดี
11 พ.ค. 2557
ชิค & ชิล : มุมเดิมความรู้สึกใหม่ในแดนผู้ดี : โดย...รมยกร
แม้ว่าประเทศอังกฤษจะไปได้ไม่บ่อยเหมือนอย่างที่ใครๆ ชอบพูดว่า "จำได้ไหม คุณไปพัทยาหนที่เท่าไหร่แล้ว" แต่กระนั้นหลังจากรัฐบาลเมืองผู้ดีตีระฆังส่งเสริมการท่องเที่ยวขรมใหญ่ นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศเลยหันเป้าหมายการเดินทางไปยังอังกฤษเพิ่มขึ้น คนไทยเองก็มองเกาะแห่งความมั่งคั่งแห่งนี้เป็นสวรรค์บนดิน ทั้งกิน เที่ยว และช็อปได้อย่างไม่หยุดหย่อน
เสน่ห์ของ มหานครลอนดอน ยังอยู่ที่ความเก่าแก่มาบรรจบกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ชาวลอนดอนนิยมดูละครเวทีซึ่งเปิดทำการแสดงอยู่หลายสิบโรงบนถนนเส้นเดียว หรืออย่างน้อยๆ ต้องเข้าผับบาร์หลังจากเลิกทำงาน โดยเฉพาะวันไหนที่มีโปรแกรมฟาดแข้งของทีมโปรด
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่า ทุกความบันเทิงเริงใจล้วนผูกติดกับภาระค่าใช้จ่ายอันสูงลิ่วเมื่อเทียบค่าเงินที่อัตราแลกเปลี่ยน (ณ เดือนเมษายน 2557) 1 ปอนด์ต้องใช้เงินบาทไปแลกถึง 54 บาท เพราะฉะนั้นจะให้เที่ยว กิน อยู่แบบเลิศหรูผู้ดี๊ผู้ดีเพียวๆ คงต้องคิดหนักสำหรับคนมีกำลังจ่ายจำกัด ต้องรู้วิธีแบ่งภาคไปติดดินกินฟาสต์ฟู้ดเสียให้ชินบ้าง ซึ่งก็มีเปิดให้บริการแทบจะทุกหัวหาดสองฟากถนน มากพอๆ กับความร่ำรวยทางแหล่งท่องเที่ยว
เชอร์รี่ บลอสซั่ม หรือ "ซากุระแห่งยุโรป" สีชมพูระเรื่อสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิแข่งกันบานรับอุณหภูมิเฉลี่ยราว 8-15 องศาทั่วลอนดอน เป้าหมายแรกสัมผัสเมืองผู้ดีต้องลั้นลาริมแม่น้ำเทมส์ อย่าง "ลอนดอนอาย" หรือที่รู้จักในชื่อ "มิลเลเนียมวีล" เจ้าชิงช้าสวรรค์ความสูง 135 เมตร (เป็นรองแค่ เดอะสตาร์ ออฟ นานชาง 160 เมตร และสิงคโปร์ ฟลายเออร์ 165 เมตร) แม้จะเป็นที่ดึงดูดผู้คนขึ้นไปชมวิวมุมสูงชนิด 360 องศาอย่างต่ำๆ 3 ล้านคนต่อปี แต่ยังตกเป็นรองแลนด์มาร์คของแท้และแน่นอนอย่าง หอนาฬิกาบิ๊กเบน (bigben) หอนาฬิกาที่สูงถึง 96.3 เมตร ประจำพระราชวังเวสต์มินเตอร์ ซึ่งทุกวันนี้ใช้เป็นรัฐสภาอังกฤษ
บิ๊กเบนไม่ใช่ชื่อของหอนาฬิกาที่ใครๆ เข้าใจ แต่เป็นชื่อของระฆังใบใหญ่ที่สุด หนักกว่า 13 ตัน แขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกาจากจำนวนทั้งหมด 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ส่วนบิ๊กเบนจะตีบอกชั่วโมงตามเข็มสั้น เมื่อ 2 ปีที่แล้วบิ๊กเบนถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "อลิซาเบธ ทาวเวอร์" เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปี แต่ก็ดูเหมือนชื่อใหม่จะไม่ได้รับความนิยมเรียกขานกันนัก
ถ้าจะพูดถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงจากอดีตถึงจนปัจจุบันได้ดีที่สุดคงต้องยกให้กลุ่มพระราชวังต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วลอนดอนและเมืองใกล้เคียงกว่า 30 แห่ง ยุคก่อนมีการใช้งานอย่างไร พอส่งต่อมายุคนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลย
อย่าง พระราชวังเคนซิงตัน เป็นที่ประทับของกษัตริย์และราชวงศ์มาหลายยุคสมัย พระราชินีวิกตอเรียประสูติและเคยใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กที่นี่ ทุกวันนี้แม้บางส่วนจะถูกปรับเป็นสำนักงานและพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องแต่งกายในพระราชพิธีตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ก็ยังใช้เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ ว่าที่กษัตริย์อังกฤษลำดับที่ 2 อย่างเจ้าชายวิลเลียม กับเจ้าหญิงแคทเธอรีน พระชายา พร้อมด้วยเจ้าชายจอร์จ พระโอรสองค์น้อย
ไม่ไกลจากกันนัก พระราชวังบักกิงแฮม รอคอยการมาเยือนของผู้คนทั่วโลก และเป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ บางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า "บักเฮ้าส์" วันดีคืนดีนักท่องเที่ยวอาจได้ใกล้ชิดพระราชวงศ์ด้วยหากควีนอลิซาเบธ ที่ 2 เสด็จมาประทับจะมีการชักธงประจำพระราชวงศ์ขึ้นเหนือพระราชวัง อันเป็นสัญลักษณ์ให้รับรู้ทั่วกัน เช่นเดียวกับ พระราชวังวินด์เซอร์ ที่ตั้งอยู่ที่วินด์เซอร์ มณฑลบาร์คเซอร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์บนเนินเขาอายุกว่า 800 ปี ถือว่าเป็นพระราชฐานที่ยังมีผู้อยู่อาศัยที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ใช้สอยจิ๊บๆ ราว 4.5 หมื่นตารางเมตร ยามสงบพระราชวงศ์จะเสด็จมาประทับพักผ่อนบ่อยๆ ขณะที่ยามสงครามพระราชวังก็ใช้เป็นป้อมปราการแน่นหนา แต่เขาไม่ได้เปิดให้ชมทุกอาคารเพราะบางส่วนเป็นเขตหวงห้าม
สะตุ้งสตางค์ยังพอมี เลยตีตั๋วไปสกอตแลนด์ หนึ่งในสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ข่าวแว่วๆ ว่า กำลังฮึ่มๆ จะขอแยกประเทศจากอังกฤษด้วยเหตุผลกว่า 300 ปีที่อยู่ภายใต้อาณัติสิงโตไม่ค่อยมีอิสระในการจะทำอะไร กอปรกับตอนนี้สกอตแลนด์แข็งแกร่ง เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญทางเหนือ เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันใหญ่ของยุโรป ที่สำคัญมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่จะโกยเงินเป็นของตัวเอง แต่การแยกประเทศจะสำเร็จหรือไม่ ราวเดือนกันยายนปีนี้จะมีการลงประชามติและคงได้เห็นกัน
ไฮไลท์สำคัญของสกอตแลนด์ที่ต้องไปสัมผัสให้ได้ก็คือ ปราสาทเอดินบะระ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษามหามงกุฎแห่งราชวงศ์ เคยถูกทำลายหลายครั้ง แต่ทุกครั้งถูกปลุกให้ฟื้นคืนความสวยงามดังเดิมจนได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองเอเธนส์แห่งทิศเหนือ เนื่องจากสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับวิหารแพนธีออนของกรีซ และด้วยทำเลที่ตั้งเป็นเนินเขาจึงเปรียบเสมือนหอคอยสามารถชมเมืองได้ 360 องศาเลยทีเดียว
อีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองที่ซ่อนตัวเงียบๆ ริมทะเลสาบ จะว่าไปคงซ่อนไม่ไหวหรอกเพราะ เรือพระที่นั่งบริทาเนีย (the royal britannia yacht) มีขนาดแค่น้องๆ ไททานิค ควีนอลิซาเบธ ที่ 2 โปรดให้ต่อขึ้นและใช้เป็นที่ประทับมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 หลังจากเดินทางมาทั่วโลกก็ถึงคราวปลดระวางเมื่อไม่นานมานี้ สาเหตุเห็นซุบซิบกันว่ารัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าภาพดูแลไม่อาจแบกรับค่าบำรุงรักษาที่สูงถึงกว่า 1 แสนปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านบาทไหว (ส่วนจะมีเหตุผลอื่นๆ อีกหรือไม่ แนะนำให้สืบค้นกันเอง 555) นั่นไม่สำคัญเท่าสิ่งที่อยู่ภายในที่ถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราสวยงามสมพระเกียรติ ได้บรรยากาศแบบชาวผู้ดียุคโบราณ ที่สำคัญไม่ต้องกังวลแม้ไม่มีไกด์พาชมแต่ก็มีอุปกรณ์ทันสมัยคล้ายๆ วิทยุบรรยายเป็นภาษาต่างๆ ได้กว่า 20 ภาษาหนึ่งในนั้นคือภาษาไทยให้พกติดตัวเวลาเดินชมแต่ละส่วน สังเกตให้ดีจะเห็นว่า นาฬิกาทุกเรือนบนเรือจะถูกตั้งไว้ที่เที่ยง 45 นาที ก็เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่เรือลำนี้ถูกปลดระวางนั่นเอง
ลงจากเรือเท้าแตะแผ่นดินอีกครั้ง ทอดน่องช็อปปิ้งเบาๆ ละแวกใกล้เคียงซึ่งอรรถรสคงเทียบไม่ได้กับห้าง "แฮร์รอดส์" ที่ลอนดอน ครั้นจะหากาแฟดื่มพลันเสียงเปรยแว่วเข้าหูว่า "ผู้ดีดื่มชา ขี้ข้าดื่มกาแฟ" อยากทำตัวให้กลมกลืนเลยแวะเข้าร้านชาสั่งแบรนด์ดังของอังกฤษอย่าง "ทไวนิ่ง" มาจิบให้ชุ่มคอก่อนจะทำตัวกลมกลืนไปกับคนพื้นที่ด้วย "สกอตวิสกี้" สักสามสี่ช็อตแต่กรึ๊บถี่ๆ นอนหลับสบาย ราตรีสวัสดิ์ดงผู้ดี...
-------------------
(ชิค & ชิล : มุมเดิม ความรู้สึกใหม่ ในแดนผู้ดี : โดย...รมยกร)



