ไลฟ์สไตล์

คมเลนส์ส่องพระ : ส.10พค.57

คมเลนส์ส่องพระ : ส.10พค.57

10 พ.ค. 2557

คมเลนส์ส่องพระ : ส.10พค.57

 
 
          เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  (๔ พ.ค.๕๗) ผู้เขียนได้ไปร่วม งานประกวดพระที่โรงแรมสยามธานี จ.สุราษฎร์ธานี จัดโดย ชมรมพระเครื่องพระบูชา จ.สุราษฎร์ธานีโดยมี ศิลป์ชัย สุนทรเศวต เป็นประธานชมรม รายการที่จัดประกวดนอกจากพระเครื่อง พระบูชา แล้วก็ยังมี ลูกปัดโบราณ สมัยทวารวดี-ศรีวิชัย อีกด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีผู้ร่วมงานอย่างเนืองแน่น เรื่องอย่างนี้ พี่น้องชาวใต้ ทั้ง ๑๔ จังหวัดพร้อมเพรียงมาร่วมงานกันอย่างเต็มที่ เก็บเงินรายได้กว่า ๗ ล้านบาท ขณะที่หนังสือ "พระเครื่องเมืองศรีวิชัย" ปกแข็ง หนา ๗๒๐ หน้า หนัก ๓.๕ กก.ซึ่งแจกเป็นรางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการในงานนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ออกจากงานเล่มละกว่า ๑ พันบาท มาถึงวันนี้ซื้อขายกันถึงเล่มละกว่า ๑,๖๐๐ บาท (สนใจสอบถามได้ที่โทร.๐๘-๙๑๔๔-๔๓๘๔) 
 
          ** งานประกวดพระ ครั้งต่อไปวันอาทิตย์ ๒๙ มิถุนายน นี้ที่ชั้น ๘ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน จัดโดย โกชุ้น กันตัง แมว ทุ่งสง และ แต๊ก สงขลา ในนาม ประธานกรรมการบริหารภาคใต้ เขต ๑-๒-๓ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย รายการพระที่ประกวดจัดเต็มทุกประเภท กว่า ๒,๓๐๐ รายการ 
 
          **คมเลนส์ส่องพระ วันนี้ขอเริ่มด้วย เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นแรก ปี ๒๕๐๐ หรือที่เรียกกันว่า เหรียญหัวโต เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๐๐ เป็นเนื้อทองแดง จำนวน ๓,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองแดง (ไม่กะไหล่) ปรากฏว่ามีผู้ทำบุญบูชาหมดในเวลาไม่นาน จึงต้องสร้างเพิ่มขึ้นอีก ๕,๐๐๐ เหรียญ เป็นเนื้อทองแดงกะไหล่เงิน และเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง โดยใช้แม่พิมพ์อันเดียวกัน  แม้จะสร้างคนละครั้ง แต่วงการนักสะสมก็ถือว่าเป็น เหรียญรุ่นแรก เหมือนๆ กันเป็นเหรียญรูปทรงเสมา หูในตัว ด้านหน้า ตกแต่งขอบเป็นลายกระหนก ด้านบนเป็นอักขระขอม อ่านว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อทวด นั่งสมาธิบนอาสนะฐานบัวสองชั้น ศีรษะค่อนข้างใหญ่ ด้านข้างทั้งสองเป็นอักษรไทยว่า "หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด" ด้านหลัง พื้นเรียบ ด้านบนเป็นอักขระขอมว่า "นะ มะ พะ ภะ" ตรงกลางเป็นรูปเหมือน พระอาจารย์ทิม ด้านล่างจารึกชื่อ"พระครูวิสัยโสภน (ทิม)" (คำว่า "โสภน" ใช้ น.หนู ที่ถูกคือ ณ.เณร) ปัจจุบันเช่าหากันถึงหลักล้าน เหรียญในภาพนี้เป็นของ นพ.มาณพ โกวิทยา
     
          ** องค์ต่อไป คือ พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์ทรงไก่หางรวม อันเป็นพิมพ์นิยมสูงพิมพ์หนึ่งในชุด พิมพ์ทรงไก่ ด้วยกัน องค์นี้เป็นพระสภาพสวยสมบูรณ์พอสมควร เจ้าของคือเด่น อยุธยา สายตรงพระอยุธยา ** เหรียญหลวงพ่อโสธรไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ล้วนได้รับความศรัทธาเลื่อมใสของชาวพุทธมาโดยตลอด โดยไม่มองไปว่า พระเกจิอาจารย์ท่านใดปลุกเสก เพราะเชื่อกันว่า หากเป็นรูป หลวงพ่อโสธร แล้วเป็นต้องศักดิ์สิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ทุกรุ่น เหรียญที่มีอายุการสร้างเก่ากว่าย่อมแพงกว่ารุ่นที่มีอายุใหม่กว่า สำหรับในภาพนี้เป็น เข็มกลัดหลวงพ่อโสธร ปี ๒๔๙๘ เนื้อเงินลงยารัศมีสีแดง
 
          สวยแชมป์ ลงยาแบบรัศมีนี้หายากมากๆ เช่าหากันแพงกว่าลงยาธรรมดา และหายากกว่ากันมาก สนนราคาสวยๆ แบบองค์นี้ประมาณสามแสน ในภาพนี้เป็นของ หรั่ง ร้านพระคุณ ผู้นิยมพระสวยเท่านั้น ** เมื่อปี ๒๕๑๒ที่ วัดช่องแค ได้มีการจัดงานผูกพัทธสีมาและยกช่อฟ้า ทางวัดจึงได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อพรหม พิมพ์เสมาเพื่อเป็นที่ระลึกสมนาคุณผู้ร่วมทำบุญในงานดังกล่าว มี ๒ พิมพ์ ด้วยกัน คือ พิมพ์เสมาเต็มองค์ สร้างด้วยเนื้อทองแดง เนื้อเดียว จำนวนสร้าง ๓,๐๐๐ เหรียญ และพิมพ์เสมาครึ่งองค์ เนื้ออัลปาก้า เนื้อเดียว จำนวนสร้าง ๓,๐๐๐ เหรียญเท่ากัน ขนาดเหรียญเล็กกะทัดรัดกว่าเหรียญเสมาทั่วๆ ไป ทุกวันนี้สนนราคาอยู่ที่เหรียญละ ๒ หมื่นบาทขึ้นไป อยู่ที่สภาพสวยงามคมชัด ในภาพนี้เป็นเหรียญของ ไพศาล ถิระศุภะ ชาวสิงห์บุรี ผู้สนใจสะสมพระเครื่องมานานปี จนเวลานี้มีพระหลักยอดนิยมอยู่ในครอบครองหลายองค์แล้ว 
  
         ** เหรียญเสมาหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว เนื้อทองคำปี ๒๕๑๒ สร้างด้วยเนื้อทองแดง เนื้อทองเหลือง และเนื้อเงินลงยา สร้างพร้อมรูปเหมือนปั๊มหลังดอกจัน เป็นเหรียญที่สร้างภายหลังท่านมรณภาพแล้ว จึงต้องจัดพิธีหมู่ปลุกเสก พิธีคราวนั้นถือว่าเป็นพิธีสำคัญและใหญ่พอสมควร โดยถือ เพชรฤกษ์ มีพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกหลายท่าน อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ถึงแม้จะเป็นเหรียญที่สร้างไม่ทัน หลวงปู่เผือก แต่พุทธคุณก็มิด้อยไปกว่ากันเลย โดยเฉพาะเนื้อทองคำ หายากสุดๆ ค่านิยมอยู่ที่หลักแสนต้นๆ ในภาพนี้เป็นเหรียญของก้อง กิ่งแก้ว คนหนุ่มรุ่นใหม่อารมณ์ดี 
 
          ** ขึ้นไปทางภาคเหนือ ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง ผู้โด่งดังเรื่อง กะลาแกะราหู ซึ่งท่านได้เริ่มสร้าง มาตั้งแต่เมื่อไรไม่สามารถทราบได้ เพียงแต่รู้จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ สืบต่อกันมาว่า ท่านครูบานันตาได้สร้าง กะลาแกะราหู มานานแล้ว คือ ตั้งแต่แรกเริ่มสมัยที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ต้องอธิกรณ์ (ถูกกล่าวหาว่าผิดทางพระวินัยสงฆ์) ท่านครูบานันตา ซึ่งเป็นสหธรรมิกได้สร้าง กะลาแกะรูปพระราหู ขึ้น แล้วมอบให้ ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย สักการบูชา เพื่อให้พ้นความผิดอธิกรณ์ ซึ่งในที่สุดแล้วท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ได้พ้นมลทินทุกประเด็น...พระราหูกะลาตาเดียว ของท่านครูบานันตา จะสร้างไว้เป็นคู่ๆ คือ สุริยัน และ จันทรา โดยใช้ พระยันต์สุริยประภา และ พระยันต์จันทรประภาเป็นหลัก...สำหรับอุปเท่ห์ในการใช้ พระราหูกะลาตาเดียว ครูบานันตา นั้นผู้บูชาควรได้รู้ถึงความสำคัญแห่งพระยันต์ทั้ง ๒ นี้ก่อน ดังนี้....สิทธิ การิยะ ยันต์สุริยประภา และ ยันต์จันทรประภา ทั้ง ๒ ยันต์นี้ เป็นพระยายันต์ที่ประเสริฐยิ่ง มีตำนานกล่าวมาว่า มี พระฤๅษี ๒ ตน สถิตอยู่ ณ เขายุคลธร ได้พิจารณาเล็งดูมนุษย์ทั้งหลายว่า ในกาลภายหน้าจักมีทุกข์ภัยเวทนา จึงใคร่จะช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ฤๅษีตนหนึ่งจึงสร้างยันต์ขึ้นมายันต์หนึ่ง ชื่อ สุริยประภา ฤๅษีอีกตนหนึ่งสร้าง ยันต์จันทรประภา ขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า สุริยัน-จันทรา ผู้ที่จะทำยันต์ทั้ง ๒ นี้ ให้หา กะลามะพร้าวตาเดียว เอามาแกะเป็นรูป พระราหูอมจันทร์ อันหนึ่ง พระราหูอมพระอาทิตย์ อันหนึ่ง แล้วให้ลงยันต์สุริยประภาที่พระอาทิตย์ ลงยันต์จันทรประภาที่พระจันทร์ พระยันต์ทั้ง ๒ นี้ เป็นพระยันต์ที่รวบรวมอำนาจบารมีทุกๆ อย่างมาสู่ผู้บูชาและสวมใส่ นับเป็นของมีค่า หาใดเสมอเหมือนมิได้...ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จ.นครปฐม ได้ไปแลกเปลี่ยนวิชา พระราหู กับ ท่านครูบานันตา และได้ขอเรียนวิชาเพิ่มเติม ในการสร้าง กะลาตาเดียว รวมทั้งวิชา วัวธนู พอกคลั่งพุทราจากท่านครูบานันตา ด้วย จนทำให้ พระราหูกะลาตาเดียวและ วัวธนู ของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง  โด่งดังมาถึง ทุกวันนี้...พระราหูกะลาตาเดียว ของท่านครูบานันตา ชิ้นนี้เป็นของ รศ.จิรพัฒน์ เงาประเสริฐวงศ์ อาจารย์คณะวิศวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ** ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาโดยตลอด พบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้...นะมัสเต ***