ไลฟ์สไตล์

ศิลปวัฒนธรรม : มหัศจรรย์วัฒนธรรม'ชา'

ศิลปวัฒนธรรม : มหัศจรรย์วัฒนธรรม'ชา'

08 พ.ค. 2557

ศิลปวัฒนธรรม : มหัศจรรย์วัฒนธรรม 'ชา'

 
                         กระแสดีไม่มีตกจริงๆ สำหรับเครื่องดื่มที่ถูกวางตำแหน่งให้ดูดี มีภาษี และราคาแพงอย่าง "ชา" ทั้งๆ ที่บางครั้งหากมองถึงกลุ่มความนิยมชมชอบอาจเทียบไม่ได้กับคอกาแฟ แต่ในเมืองไทยขณะนี้ชาได้ขยับฐานนักดื่มชนิดหายใจรดต้นคอไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้รสนิยมทั้งหลายกำลังลุ่มหลงกับชาแบรนด์นอกจากอังกฤษที่เป็นต้นตำรับอยู่คู่กับวัฒนธรรมการดื่มของชาวเมืองผู้ดีมากว่า 300 ปี นั่นคือ "ทไวนิงส์" ที่รังสรรค์ศิลปะและสุนทรียรสแห่งชาชั้นเลิศให้ราชสำนักอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1837 โดยได้รับตรารับรองสินค้าจากราชสำนัก “Royal Warrant” อันเป็นเครื่องหมายรับรองสินค้าที่มีคุณภาพชั้นเลิศเพื่อมอบให้ข้าราชบริพารที่สร้างสรรค์สินค้าให้กับสำนักพระราชวังอังกฤษ
 
                         ภัทรียา ธรรมยุติการ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายชาอังกฤษในเมืองไทย เล่าเกร็ดความรู้ในโอกาสพาสื่อมวลชนไปค้นหาวัฒนธรรมชา ณ เมืองผู้ดี ว่า การเสิร์ฟอาฟเตอร์นูน ที ตามแบบวัฒนธรรมอังกฤษดั้งเดิมจะมีการตกแต่งและจัดวางโต๊ะดื่มชาทรงเตี้ยอย่างสวยงามด้วยดอกไม้ กาน้ำชา และถ้วยชาลวดลายเข้าชุด เสิร์ฟพร้อมชาที่ทานคู่กับสโคน ขนมปังอบ หรือขนมชิ้นเล็กน่ารัก โดยเรียกการจัดวางลักษณะนี้ว่า “ไลท์ ที” ซึ่งสามารถเพิ่มเติมขนมและแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ ในการดื่มชาแต่ละครั้งให้มากขึ้นได้ เรียกว่า “ฟูล ที” โดยสร้างสรรค์วิธีการเรียงขนมต่างๆ ได้อย่างประณีต เริ่มตั้งแต่ชั้นบน “สโคน” ตามด้วยแซนด์วิชไส้ต่างๆ ในชั้นกลาง และชั้นล่างสุดที่เป็นขนมหวานอื่นๆ อาทิ ขนมปังกรอบ คุกกี้ หรือเค้กชิ้นเล็กๆ ซึ่งการทานขนมหวานต่างๆ นั้น ยังถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้คำนึงถึงความสำคัญของขนมแต่ละชนิด โดยเริ่มต้นจากสโคน แซนด์วิช และขนมหวานเป็นลำดับสุดท้าย
 
                         จากวัฒนธรรมการดื่มชาดังกล่าว ทำให้เกิดอาฟเตอร์นูน ที ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ทว่ายังคงมีเสน่ห์น่าหลงใหล ทั้งวิธีการชงชา การดื่มชา รวมทั้งขนมหวานนานาชนิดที่เสิร์ฟพร้อมชาอุ่นๆ เช่น ดินแดนตอนเหนือของอังกฤษ “สกอตแลนด์” เป็นเมืองที่ความผูกพันด้านอารยธรรมมาเนิ่นนานควบคู่กับวิถีแห่งการดื่มชา เนื่องจากเป็นเมืองท่าเมืองแรกๆ ที่เริ่มทำการขนส่งสินค้าและใบชาเพื่อส่งต่อเข้าสู่อังกฤษ รวมทั้งมีเรื่องราวความใกล้ชิดและผูกพันกับราชวงศ์อังกฤษอย่างแน่นแฟ้น ประกอบอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ชาวสก็อตเลือกดื่มด่ำกับอาฟเตอร์นูน ที แบบ “เพียว ที” ที่เน้นชาดำที่ให้ความเข้มข้นของรสชาติสูง อาทิ อิงลิช เบรคฟาสต์ ,ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ และ ซีลอน เป็นต้น หรือบางครั้งยังนำชาเอิร์ล เกรย์ มาแทนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัวตลอดเวลา โดยจะมีการชงและดื่มชาต่อครั้งเป็นปริมาณมากด้วยถ้วยใหญ่ๆ คู่กับขนมที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก อย่าง คุกกี้หรือขนมปังกรอบที่โรยด้วยเกล็ดน้ำตาล นอกจากนี้ในบางครั้งยังนิยมเติมเหล้าวิสกี้เล็กน้อยลงไป เพื่อสร้างสุนทรียรสแบบใหม่ พร้อมสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายอย่างรวดเร็วอีกด้วย
 
                         สำหรับพื้นที่ตอนกลางของอย่าง “มหานครลอนดอน” จุดกำเนิด “ชา ทไวนิงส์” จากร้านเล็กๆ ที่เสิร์ฟชาและกาแฟชื่อ "ทอมส์ ค็อฟฟี่ เฮาส์" โดย โธมัส ทไวนิง ที่ Devereux Court, Strand ได้เลือกนำเสนอการเสิร์ฟชาคุณภาพสูงให้กับลูกค้า โดย สตีเฟ่น ทไวนิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านชา ทายาทรุ่นที่ 10 ของตระกูลทไวนิง ซึ่งคอยต้อนรับลูกค้าคนพิเศษด้วยตัวเองภายในร้าน เล่าย้อนถึงรูปแบบและไลฟ์สไตล์การดื่มอาฟเตอร์นูน ทีของอังกฤษตอนกลางว่า นิยมนำความสวยงามและความชื่นชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดื่ม ทั้งการเตรียมโต๊ะ กาปรุงชา และถ้วยชา ล้วนแต่มีความงดงามของลวดลายศิลปะเข้ามาเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งเครื่องปรุงชาก็มีรูปแบบที่เก๋ไก๋และมีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือแม้แต่นมที่นิยมนำมาเทรองก้นถ้วยชา เพื่อป้องกันความร้อนจากน้ำชาที่อาจทำให้ถ้วยชาแตกเสียหายได้ ต่างจากชาวเมืองทางใต้ ดินแดนทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ ฟาร์มปศุสัตว์ และลุ่มแม่น้ำ นิยมทานชารสเข้มอย่างชาดำ อาทิ ดาร์จีลิง หรือซีลอน เสิร์ฟคู่กับขนมเค้กชิ้นเล็กๆ ที่มีครีมเป็นส่วนประกอบหลัก รวมทั้งสิ่งสำคัญอย่างสโคนที่มีขนาดใหญ่กว่าที่อื่นๆ
 
                         "กว่า 300 ปีก่อนลอนดอนเป็นเมืองธุรกิจสำคัญ สุภาพบุรุษที่เข้ามาติดต่อธุรกิจก็มักแวะร้านกาแฟยามพัก หรือนัดหารือธุรกิจกันในร้านกาแฟ สุภาพสตรีจะไม่เข้าร้านกาแฟ เพราะไม่ค่อยเหมาะสม (จะด้วยเหตุผลใดอีกก็ไม่ทราบ) พอบ่ายแก่ๆ หนุ่มๆ จะดื่มรัมหรือบรั่นดี ขณะนั้นชาเป็นเครื่องดื่มที่แพงมากเพราะต้องเสียภาษี ประมาณ 100 กรัม จะเสียภาษีราว 160 ปอนด์ ในละแวกนี้มีร้านกาแฟอยู่ถึง 200 ร้าน ดังนั้นการจะแข่งขันได้จึงมีการนำชาเข้ามาขายเสริม แต่เฉพาะชนชั้นขุนนางผู้ร่ำรวยเท่านั้นที่มีกำลังซื้อ ยอมจ่ายค่าชาราคาแพง ดังนั้นการดื่มชาจึงบ่งบอกถึงฐานะของคนดื่มได้เป็นอย่างดี
 
                         ทไวนิ่งเปิดขายใบชาร้านแรกของลอนดอน หรือของโลกเลยก็ว่าได้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1717 แต่ก็ยังไม่ได้เป็นตัวแทนโดยตรง เป็นลักษณะการรับมาจากแหล่งผลิตทั้งจีน อินเดีย และศรีลังกา ต่อมาปี ค.ศ.1749 ความนิยมดื่มชามากขึ้น ภาษีชาจึงลดลง กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติอังกฤษแต่นั้นมา อาจพูดได้ว่าวัฒนธรรมการดื่มชาช่วงกลางวันเป็นอะไรที่สบายท้อง หรืออย่างช่วงพักก่อนชมละครเวทีผู้คนก็มักจะล้อมวงดื่มชาให้รื่นอารมณ์ ฟังเรื่องราวสบายหู " เจ้าตำรับชาเมืองผู้ดี บอกถึงวัฒนธรรมชาที่สืบทอดต่อๆ กันมา
 
                         ไม่ว่าไลฟ์สไตล์การดื่มอาฟเตอร์นูน ที จะมีความแตกต่างกันเช่นไร สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ คือ วัฒนธรรมการดื่มชาที่อยู่เคียงคู่ชาวอังกฤษตั้งแต่ราชสำนักจนถึงประชาชนทั่วไปทุกยุคสมัย ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงใหลน่าค้นหา...