
พิธีจรดพระนังคัล'แรกนาขวัญ'บำรุงขวัญชาวนาสู่ฤดูเพาะปลูก
พิธีจรดพระนังคัล'แรกนาขวัญ'บำรุงขวัญชาวนาสู่ฤดูเพาะปลูก : ทีมข่าวเกษตรรายงาน
สายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า เมื่อย่างเข้าสู่เดือนหกตามปฏิทินจันทรคติที่คนไทยยึดถือมาแต่โบราณ คือ สัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มก้าวเข้าสู่ฤดูฝนและเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกของคนไทย แต่สิ่งที่คนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้นอดีตโบราณกาลก่อนลงมือปักดำเรือกสวนไร่นาของตัวเอง คือ การประกอบ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กระบวนการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารของบ้านเมือง และบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่เกษตรกรในยามที่กำลังย่างเข้าสู่ต้นฤดูกาลเพาะปลูก
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “พิธีแรกนาขวัญ” กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกตามปฏิทินจันทรคติ หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นการทำนาอันถือเป็นอาชีพหลักของเราชาวไทย ส่วนจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับฤกษ์ยามที่เหมาะสม โดยปีนี้ปฏิทินหลวงกำหนดให้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 8 และศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งในปีนี้จะมีการประกอบพระราชพิธีในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. ขณะที่รุ่งเช้าวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม จะเป็นการประกอบ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยมีฤกษ์ไถหว่าน ระหว่างเวลา 08.09-08.39 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
สำหรับผู้ทำหน้าที่ “พระยาแรกนา” ในปีนี้ คือ นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคฟ้า และพระโคใส พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคมั่น และพระโคคง ส่วนการเสี่ยงทายในพระราชพิธีแต่ละปี มีอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงแรก พระยาแรกนาจะตั้งสัตยาธิษฐานหยิบนุ่งทับผ้านุ่งเดิม เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ถ้าหยิบได้ผ้าผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้นคือ หยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ ถ้า หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดีแต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่
ส่วนช่วงที่ 2 คือ ภายหลังจากการไถหว่านซึ่งจะเป็นการไถดะไปโดยรี 3 รอบ เพื่อพลิกดินให้เป็นก้อน ไถโดยขวาง 3 รอบ เพื่อย่อยดินให้ละเอียดพร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์พืช และไถกลบอีก 3 รอบ เพื่อกลบเมล็ดพันธุ์พืชลงในดิน เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการไถแล้วจะเป็นการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งตั้งเลี้ยงพระโค ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำและหญ้า
เมื่อพระโคกินของสิ่งใดโหรหลวงจะถวายคำพยากรณ์ ดังนี้ ถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี ถ้าพระโคกินถั่วหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี และถ้าพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้นทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
ภาพที่เราเห็นอย่างชินตากันอีกประการหนึ่งภายหลังจากพระราชพิธีสิ้นสุดลง คือ การกรูกันเข้าไปยัง “ลานแรกนา” ของเกษตรกรและประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาร่วมพระราชพิธี เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกนำมาหว่านกลับไปเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง โดยที่มาของเมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2504 จนถึงปัจจุบัน เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้จากแปลงนาในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมการข้าวจัดทำขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน
ซึ่งในปีนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,082 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวนาสวน 8 พันธุ์ คือ ปทุมธานี 1 สังข์หยดพัทลุง ขาวดอกมะลิ 105 กข 49 กข 41 2กข 31 กข 47 และ กข 6 ข้าวไร่ 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ดอกพะยอม พันธุ์ซิวแม่จัน และพันธุ์ลืมผัว โดยส่วนหนึ่งจะใช้หว่านในระหว่างพิธี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกนำมาจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุใส่ซองขนาดเล็กเพื่อจัดส่งให้จังหวัดต่างๆ แจกจ่ายแก่เกษตรกรรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพตามพระราชประสงค์สืบไป
“พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” สำหรับคนไทย จึงมิได้โบราณประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนการทำขวัญให้แก่เมล็ดพันธุ์ธัญญาหาร และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรผู้เป็นเสาหลักของสังคมไทยมาช้านาน
.................................
(หมายเหตุ : พิธีจรดพระนังคัล'แรกนาขวัญ'บำรุงขวัญชาวนาสู่ฤดูเพาะปลูก : ทีมข่าวเกษตรรายงาน)



