
จับมือขับเคลื่อนแก้วิกฤติยางพาราชุบชีวิตเกษตรกรก่อนล่มสลาย
จับมือขับเคลื่อนแก้วิกฤติยางพาราชุบชีวิตเกษตรกร ก่อนจะล่มสลาย : ดลมนัส กาเจรายงาน
หากย้อนไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2554 ถือเป็นครั้งแรกที่ราคายางพาราตกต่ำหลุดเพดาน ต่ำกว่า กก.ละ 100 บาท และลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2557 ดิ่งลงต่ำกว่า กก.ละ 60 บาท โดยเฉพาะช่วงวันที่ 23-24 เมษายน 2557 ถือว่าตกต่ำสุดขีดอีกครั้ง ราคาประมูล ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อยู่ที่ กก.ละ 57.50 บาท ต่ำกว่าต้นทุนที่อยู่ 61 บาท สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกาและยุโรป ส่งผลให้สถานการณ์การผลิตมากกว่าปริมาณความต้องการ
นอกจากนี้ ปัจจุบันเกือบทุกภูมิภาคของโลกมีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น ประเทศที่มีการปลูกมากนอกเหนือจากภูมิภาคอาเซียน คือ จีน อินเดีย ไนจีเรีย โกตดิวัวร์ บราซิล และศรีลังกา ส่วนผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงเป็นประเทศจีน รองลงมาคือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ยางพาราของโลกจะเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ไม่มากนัก
ราคายางพาราที่กำลังตกต่ำขณะนี้ ในมุมมองของ ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และอดีต ส.ว.สุราษฎร์ธานี มองว่า เกิดมาจากตลาดโลกที่ประเทศคู่ค้าหลายประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาลยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่กลับมีการโกงซ้ำเติมไปอีก บางครั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบไม่มีความรู้ในเรื่องของยางพารา ฉะนั้นเกษตรกรต้องปรับตัว ต้องมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่ผ่านมาผู้นำเกษตรกรแตกแยกกันเอง ถึงเวลาต้องหันมาจับมือกัน และภาครัฐเองควรหันมาสนับสนุนในการแปรรูปให้มากกว่านี้ เนื่องจากเห็นชัดเจนว่าการแปรรูปยางพารา 7 แสนตันได้มูลค่าส่งออกมากกว่าการส่งยางดิบ 3 ล้านตัน
บนเวทีสัมมนาหัวข้อ “มาตรการเชิงรุกและเชิงรับสำหรับสินค้าเกษตร เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรฐานอุตสาหกรรมยางพาราต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (พิมพ์เขียว)” ณ โรงแรมสยามธานี จ.สุราษฎร์ธานี จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ที่สามารถสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เกษตรกรยางพารามากกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมกว่า 2 แสนคน และสามารถนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยาง สูงเป็นอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกทุกชนิด รองลงมาจากรถยนต์และคอมพิวเตอร์
นายอุทัย ระบุว่า ปัจจุบันราคายางพาราตกต่ำ บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ หรือไออาร์ซีโอ(IRCo) ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างกรณีที่เวียดนามกำลังจะขายยางในสต็อก ทางไออาร์ซีโอควรหาทางเจรจาให้รัฐบาลเวียดนามชะลอออกไปจนกว่าราคายางจะดีกว่านี้ แต่ผู้บริหารกลับให้ประเทศสมาชิกแก้ปัญหาเอง เป็นเหตุให้ปัญหาเสถียรภาพราคายางในตลาดโลกยิ่งน่าเป็นห่วง ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา และไม่ควรเทขายยางในสต็อกซึ่งจะทำให้เป็นการซ้ำเติมเกษตรกร
“ที่ผ่านมาช่วงที่ยางพารา กก.ละ 80-90 บาท รัฐบาลชุดนี้ออกมาประกันที่ 120 บาท เพื่อหวังแก้ปัญหายางราคาตกต่ำ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะยางราคาตกลงมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ตกลงมาที่กว่า 50 บาท รัฐบาลก็ยังมีแนวคิดจะเอายางในสต็อกเทออกมาขายเพื่อเอาตัวรอด เพราะกลัวว่ายางจะราคาลงมากกว่านี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่จะก่อให้เกิดการขาดทุนทันที การกระทำอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจในการแก้ปัญหาราคายางพาราล้มเหลวและล้มเหลวทุกครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆ และข้อเสนอต่างๆ บนเวทีสัมมนาในครั้งนี้ผมจะสรุปทำเป็นพิมพ์เขียวเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป” นายอุทัย กล่าว
ด้านนายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2557 ราคายางพาราลดลงทุกวัน และดูเหมือนว่าคงไม่มีหน่วยงานใดที่จะสามารถสร้างเสถียรภาพราคายางได้ในขณะนี้ เพราะเป็นช่วงที่รัฐบาลรักษาการ จึงฝากไว้ให้กับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าจะร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อเกษตรกรอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ความจริงอาชีพการทำสวนยางถือเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงพอสมควร ที่สำคัญสามารถให้คนในท้องถิ่นอยู่กับบ้านได้ แต่ที่น่าเป็นห่วง เมื่อหลายประเทศมีการเพิ่มพื้นที่ปลูกยางโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นห่วงว่าอีก 5 ปีข้างหน้าราคายางพาราอาจตกต่ำถึง กก.ละ 40 บาทก็เป็นได้
สอดคล้องกับแนวคิดของ นายเดชา มีสวน เลขาธิการสมาคมน้ำยางข้นไทย ที่คาดการณ์ว่า คงไม่มีหน่วยงานที่จะขับเคลื่อนให้ราคายางพาราให้กระตุ้นขึ้น การที่จะให้เอกชนแปรรูปเพิ่มมากขึ้นก็มีปัญหาเรื่องของแหล่งเงินทุน แต่รัฐบาลรักษาการคงทำอะไรไม่ได้มากนัก ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ อย่างมาเลเซียไม่มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกยางพารา แต่ส่งออกกลับเพิ่มขึ้น โดยเอาวัตถุดิบมาจากประเทศไทย
ส่วน ดร.ปรีดี ลีลาเศรษฐวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บรนิษัท แกรนด์ รับเบอร์ จำกัด กล่าวว่า การส่งออกยางพาราของไทยปีละ 3.63 ล้านตัน ตลาดหลักอยู่ที่จีนกว่า 56% ตามด้วยมาเลเซีย ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่กลุ่มหลังนับวันที่จะลดลง ต่อไปภายหลังการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ทำให้เออีซีเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติมากที่สุด ถึงเวลาที่เออีซีจะต้องกำหนดยุทธศาตร์ เพื่อให้เออีซีเป็นผู้กำหนดราคาเอง ขณะเดียวกันไทยต้องหาแนวทางในการแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์มากขึ้น อย่างที่ประเทศมาเลเซีย แม้จะเป็นประเทศปลูกยาง แต่มีการแปรรูปภายในประเทศถึงขนาดต้องนำเข้ายางพาราปีละ 4 แสนตัน
ขณะที่นายสังเวิน ทวดห้อย ประธานเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่า ต่อไปสถาบันเกษตรกรต้องผลักดันเพื่ออนาคตของเกษตรกรชาวสวนยาง เพราะจะพึ่งส่งออกอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องหาแนวทางในการที่จะใช้ยางภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีการแปรรูปภายในประเทศเพียง 5 แสนตัน แต่เราผลิตยางได้ปีละกว่า 4 ล้านตัน
ก็นับเป็นการรุกอีกก้าวหนึ่งขององค์กรที่มีส่วนเกี่ยวกับยางพาราที่หันมาจับมือเพื่อขับเคลื่อนในการที่จะแก้ปัญหาวิกฤติราคายางพาราที่กำลังตกต่ำให้กระเตื้องขึ้นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แม้จะเป็นช่องทางที่ริบหรี่ แต่อย่างน้อยจะได้สะท้อนให้หน่วยที่รับผิดชอบได้เก็บเป็นข้อมูลเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาก่อนที่เกษตรกรชาวสวนยางจะล่มสลาย



