
หนิงโป เมืองท่า...ที่น่าเที่ยว
04 พ.ค. 2557
ชวนเที่ยว : หนิงโป เมืองท่า...ที่น่าเที่ยว : เรื่อง / ภาพ...สันทนา รัตนอำนวยศิริ
ตอนที่ได้รับโปรแกรม เซี่ยงไฮ้-หนิงโป นึกไม่ออกว่า "เมืองหนิงโป" เป็นอย่างไร ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ใน "มโน" มาก่อนเลย แต่พอได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้ว ทำให้นึกถึงคำนี้ขึ้นมาในสมองทันที "หนิงโปเมืองท่า...ที่น่าเที่ยว"
ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีคนมาชวนไปเที่ยวเมืองจีน อาจจะมีอาการอิดออด คิดหนัก เพราะคำเล่าลือบวกประสบการณ์ที่เคยเจอด้วยตัวเองมาแล้ว เรื่อง "สุขา" ยังอยู่ในห่วงทรงจำเสมอ แต่คราวนี้ เซเว่น-อีเลฟเว่น (บริษัท ซีพีออล จำกัด (มหาชน) อาสาพาไปทั้งที ขอไปลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึง อาศรมสยาม-จีนวิทยา ที่อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของทริปนี้ให้ด้วย น่าสนใจทั้งนั้น
ขอข้าม "มหานครเซี่ยงไฮ้" ไปก่อน เพราะเทคโนโลยี ความเจริญ และความทันสมัยต่างๆ ที่ได้พบเห็น ไม่สามารถกลบความกระหายใคร่อยากสัมผัสอารยธรรมจีนแบบดั่งเดิม ที่อำเภอหนิงไห่ และเมืองหนิงโป ได้เลย
วันที่จะออกเดินทางไปอำเภอหนิงไห่ ตื่นเต้นมากที่จะได้นั่งรถข้าม "สะพานข้ามอ่าวหังโจว" มณฑลเจ้อเจียง สะพานกลางทะเลที่มีความยาวที่สุดในโลกแห่งต้นศตวรรษที่ 21 ด้วยระยะทาง 36 กิโลเมตร ใช้เวลาในการก่อสร้างท่ามกลางอุปสรรคนานัปการกว่า 5 ปี จนสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 เหมือนขับรถอยู่กลางทะเล (น้ำทะเลที่นี้เป็นสีเหลืองขุ่น ไม่เหมือนน้ำทะเลทั่วไป)
ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัฐบาลจีน จึงได้ทำแผนโครงการก่อสร้างสะพานข้ามอ่าวหังโจว เพื่อเชื่อมโยงสองมหานครใหญ่ คือ "เซี่ยงไฮ้" และ "หนิงโป" ให้มีความคล่องตัวทางด้านเศรษฐกิจยิ่งขึ้น ย่นระยะทางได้จากเดิมกว่า 120 กิโลเมตร ส่งผลให้ "เมืองหนิงโป" กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศในอนาคต
สะพานแห่งนี้ มีลักษณะเป็นรูปตัว S เพื่อลดแรงต้านกระแสน้ำ และสร้างความปลอดภัยต่อผู้สัญจร ใช้ลวดสลิงขนาดใหญ่ขึงกับสะพานเป็นรูปตัว A คร่อมตัวสะพาน 3 จุด เพื่อต้านแรงลมจากพายุไต้ฝุ่น เหนือขึ้นไปจากฝั่งใต้ของสะพานราว 14 กิโลเมตร มีอาคารทรงกลมขนาดใหญ่ เป็นทั้งจุดพักรถ จุดชมวิวมุมสูงบนหอสูงเหนือระดับน้ำทะเล 136 เมตร มองเห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของอ่าวหังโจวอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีโรงแรม ร้านค้า ภัตตาคาร และศูนย์ประชุมระดับโลกตั้งอยู่ด้วย
จุดหมายปลายทางในวันนั้นคือ "บ่อน้ำพุร้อนหนิงไห่" สปาชื่อดังอันดับ 3 ของเมืองจีน บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติในอำเภอหนิงไห่ มีแร่ธาตุกว่า 20 ชนิด ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกาย คนจีนเชื่อว่า ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยตามข้อ และช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดี เห็นทีจะจริง เพราะใช้เวลาแช่ไปประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงกับเกิดอาการอ่อนเพลียเหมือนเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายมาอย่างหนัก แต่กลับช่วยให้นอนหลับสนิทอย่างมีความสุขในคืนนั้น
ได้ไปเยือน "เมืองโบราณเฉียนถง" ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอหนิงไห่ มีอายุยาวนานกว่า 770 ปี เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม "ขงจื้อ" และสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และสวยงาม สังเกตว่า ถนนในเมืองโบราณแห่งนี้ ตกแต่งด้วยหินก้อนเล็กๆ เป็นลวดลายต่างๆ สวยงาม บ้านเรือนยังคงความเป็นจีนแท้ๆ ตามวัฒนธรรมแห่งมณฑลเจ้อเจียงไว้อย่างสมบูรณ์
สิ่งหนึ่งที่ประทับใจจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นำกลับมาทำที่เมืองไทย คือ "แปลงผักสวนครัว" แทบจะทุกมุมที่มีพื้นที่ว่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้าน ข้างบ้าน หรือหลังบ้าน จะมีแปลงผักสวนครัวที่ปลูกไว้รับประทานในครอบครัว แค่ต้นผักกาด 2-3 กอ ต้นหอม 5-6 ต้น สามารถเป็นอาหารปลอดสารพิษให้บริโภคในครอบครัวได้แล้ว แม้ว่าเรื่อง "ความสะอาด" จะยังไม่ผ่าน แต่เรื่องความพอเพียง ถือว่า "ชนะเลิศ" จนอดที่จะนำแนวคิดนี้ มาทำแปลงผักเล็กๆ ไว้รับประทานเองที่บ้านไม่ได้ แต่ความสะอาดของเรา "ชนะขาด"
จุดสนใจมากที่สุดของการเดินทางครั้งนี้ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก ก็คือ เมืองหนิงโป ซึ่งถือเป็นเมืองท่าสำคัญทางชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีน เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของมณฑลเจ้อเจียง เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเป็นเทือกเขาที่มีแนวสันเขาเหมือนรูประฆังคว่ำ เมืองหนิงโปจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หย่ง แปลว่า ระฆังใบใหญ่ และตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ เมืองหนิงโปมีชื่อเรียกอีกมากมาย แต่ชื่อที่ดีที่สุดคือ "หนิงโป" มีความหมายว่า "ทะเลนิ่ง คลื่นสมสงบ"
กล่าวกันว่า ในสมัยราชวงศ์ฉิน มีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าเป็นจำนวนมาก ครั้นถึงราชวงศ์ถัง เมืองหนิงโปกลายเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน จึงได้มีการตั้งหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการจัดการเรื่องการค้าทางเรือกับต่างประเทศเรียกว่า กรมท่า นอกจากนี้ เมืองหนิงโป เป็นเมืองท่า 1 ใน 3 ของเมืองท่าในการทำการค้ากับต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน ทั้งยังเป็นฐานต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สำคัญของจีนอีกด้วย
ด้วยความที่ "หนิงโป" เป็นเมืองท่าที่สำคัญ ในปี 1842 ทางการจีนยกให้เมืองหนิงโปเป็นเขตการค้าเสรีตามข้อตกลงใน สนธิสัญญานานกิง พร้อมกับเมืองท่าอีก 4 แห่ง ได้แก่ กวางโจว เซี่ยงไฮ้ เซี่ยเหมิน และฝูโจว ดังนั้น ประเทศนักล่าอาณานิคมทั้งหลายจึงทยอยเข้ามาตั้งสถานกงสุล และสร้างสถานที่เก็บอากรบริเวณด้านเหนือของเมืองหนิงโป จนกลายเป็นท่าเรือขนส่งที่มีลักษณะ "กึ่งศักดินา กึ่งอาณานิคม" ปัจจุบัน เมืองหนิงโป มีประชากรทั้งสิ้น 5.8 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมืองหนิงโป เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมสำคัญมากมาย แต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น การทำโมเดลสินค้า หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ขึ้นโม" ไม่ว่าใคร ประเทศไหน อยากจะผลิตสินค้าใหม่ หรือต้องการทำสินค้าต้นแบบ มักจะมุ่งหน้ามาที่เมืองหนิงโป โดยเฉพาะอำเภอหนิงไห่ ที่มีโรงงานรับขึ้นโมมากเป็นพิเศษ ถือเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่ง
ถ้าไม่พูดถึงเรื่อง "ไพ่นกกระจอก" ก็ดูเหมือนจะไปไม่ถึงเมืองจีน โดยเฉพาะที่เมืองหนิงโป เพราะต้นกำเนิดของไพ่นกกระจอก อยู่ที่เมืองหนิงโปแห่งนี้ โดยผู้ค้นคิดไพ่นกกระจอกคนแรกคือ เฉิน หยุน เหมิน แม้จะถือว่า ไพ่นกกระจอก เป็นการพนันชนิดนึ่ง แต่คนจีนถือเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ แต่ต้องเล่นภายใต้กฎหมายที่ห้ามเล่นเกินเที่ยงคืน
เมืองหนิงโป เป็นเมืองที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนดั่งเดิมของชาวหนิงโปที่มีอาชีพชาวนา กำลังถูกทางการจีนทยอยรื้อถอน เพื่อนำที่ดินเหล่านั้นมาสร้างคอนโดมิเนียมให้ชาวบ้านที่ถูกรื้อบ้านขึ้นไปอยู่อาศัย และนำที่ดินไปทำประโยชน์อื่นๆ ที่เป็นความทันสมัยและเจิรญก้าวหน้าของเมือง ถือเป็นการจัดระเบียบที่พักอาศัยของประชากรให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง
ความประทับใจในการเปิดโลกทัศน์เมืองจีนในมุมมองครั้งนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง "สุขา" ที่สามารถลบภาพในอดีตออกจากสมองไปได้ระดับหนึ่ง ถ้าได้ไปจีนคราวหน้า คงรู้สึกสบายใจกับเรื่อง "สุขา" มากขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาอย่างเต็มๆ เห็นจะเป็น "มิตรภาพ" ในกลุ่มมวลมหาสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
การเดินทางจบ แต่มิตรภาพยังคงอยู่ตลอดไป
--------------------------
(ชวนเที่ยว : หนิงโป เมืองท่า...ที่น่าเที่ยว : เรื่อง / ภาพ...สันทนา รัตนอำนวยศิริ)



