ไลฟ์สไตล์

ยูเน็ต : ระเบิดเวลาสังคมไทย

ยูเน็ต : ระเบิดเวลาสังคมไทย

02 พ.ค. 2557

'ยูเน็ต' ระเบิดเวลาสังคมไทย : กมลทิพย์ ใบเงิน...รายงาน

 
                          กลายเป็นเรื่อง ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อ "รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์" ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทศ. คนปัจจุบัน จะจัดให้มีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือยูเน็ต ในปีการศึกษา 2557 ครอบคลุมนักศึกษาทั้งระดับปริญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ท่ามกลางความทุกข์ใจของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ค่อนประเทศเป็นอย่างยิ่ง จนนำไปสู่การเดินสายชี้แจงผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง ควบคู่ไปกับการล่ารายชื่อเพื่อยื่นศาลปกครอง ขอให้ สทศ.ยกเลิกหรือชะลอการสอบยูเน็ต
 
                          "ผมรู้สึกกังวลใจที่สทศ.จะให้นักศึกษาทั้งปริญญาตรี โท และเอก สอบยูเน็ต และอยากให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ถอดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือทีคิวเอฟ ออกจากตัวชี้วัดการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างข้อสอบยูเน็ต ขึ้นมาวัดว่า สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจัดการศึกษาได้มีมาตรฐานตามกรอบทีคิวเอฟหรือไม่" ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา หัวเรือใหญ่ของชาวอุดมศึกษา ระบุ
 
                          จากถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ กกอ. คนปัจจุบัน ดูเหมือนจะทำให้การต่อสู้ของ "ผู้บริสุทธิ์" อย่างนิสิต นักศึกษาไทยค่อนประเทศ "อุ่นใจ" ขึ้นมาได้บ้างว่า อย่างน้อยก็มี "ผู้ใหญ่" คัดค้านแนวคิดการสอบยูเน็ต เหมือนที่พวกเขาและเธอกำลังต่อสู้กันมาเป็นเวลายาวนานก่อนที่ สทศ.จะประกาศนำมาใช้ร่วม 2 ปี
 
                          ทั้งนี้ คุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ ทีคิวเอฟ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) กำหนดโดยครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้าน นั้นประกอบด้วย 1.ด้านคุณธรรมจริยธรรม 2.ความรู้ 3.ทักษะทางปัญญา 4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ 5.ทักษะการวิเคราะห์ การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
 
                          เหนืออื่นใด สทศ.ประกาศนำร่องจัดทดสอบยูเน็ตเพื่อวัดความรู้และมาตรฐานของบัณฑิตระดับปริญญาตรี ตามกรอบทีคิวเอฟ โดยจะจัดสอบนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายของทุกสาขาในมหาวิทยาลัยที่สมัครใจเข้าร่วมสอบ โดยจะมีการสอบ 4 วิชา ดังนี้ 1. การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2.การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต 3.การรู้เท่าทันสื่อ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา (Media Literacy) 4.การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
 
                          "การจัดสอบยูเน็ตเป็นการจัดสอบที่ซ้ำซ้อนกับการจัดสอบของมหาวิทยาลัย เนื่องจากการจัดสอบรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในมหาวิทยาลัยก็มีการจัดสอบปกติอยู่แล้ว หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่สามารถจบการศึกษาได้ ซึ่งตรงนี้เห็นได้ชัดเจนว่าการจัดสอบของ สทศ. มีความซ้ำซ้อนและจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ
 
                          ส่วนการสอบการรู้เท่าทันสื่อ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา ยิ่งไม่มีความเป็นไปได้เลยว่าจะวัดคุณภาพได้แท้จริง เพราะการรู้เท่าทันสื่อหรือการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา เป็นความคิดหรือทักษะส่วนบุคคล ไม่มีใครเป็นมาตรฐานชัดเจน ซึ่งแท้จริงแล้วการจัดสอบยูเน็ต ควรจัดสอบให้เป็นรายวิชาสาขาที่เรียนหรือคณะที่เรียน ให้เหมาะสมกับนักศึกษา" น้องอัพ พชรพรรษ์ ประจวบลาภ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร (ยทก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูประบบการศึกษา ระบุ
 
                          ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นท่าทีของ "สทศ." ที่ "ไม่ชัดเจน" ซึ่ง "ณธีพัฒน์  อัครบวรสิทธิ์" ประธานอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ด้านการศึกษา เล่าว่า สทศ.จะไม่มีการบังคับให้นักศึกษาสอบยูเน็ต แต่ทาง สทศ.จะมีการประชาสัมพันธ์ไปยังบริษัทหน่วยงานภาครัฐและเอกชนว่าในการรับนักศึกษาจบใหม่ต่อไปนี้ให้มีการใช้คะแนนสอบของยูเน็ตมาพิจารณาด้วย   ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า สทศ.ไม่มีความจริงใจในการจัดสอบดังกล่าวเลย ถือเป็นการ "มัดมือชกเด็กและเยาวชนไทย" ที่อยู่ในระบบการศึกษาทั้งประเทศ 
 
                          "ณธีพัฒน์" เล่าต่อว่า ภายหลังการประกาศของ สทศ. มีนักเรียนนักศึกษากว่า 5 หมื่นคน ตั้งเพจในโซเชียลมีเดียต่อต้าน พร้อมทั้งวิจารณ์กันในสื่อมีเดียต่างๆ นานาอย่างหนัก โดยประเด็นมุ่งไปที่การตัดโอกาสการทำงานของเด็กที่ไม่สมัครใจในการสอบ และข้อสอบที่ไร้คุณภาพของ สทศ. 
 
                          “ทั้งนี้ อยากให้ สทศ.ออกมาแสดงจุดที่ชัดเจนว่า ยูเน็ตช่วยพัฒนาหรือทำลายระบบการศึกษา และอยากให้ สทศ.จัดเวทีรับฟังผู้ได้รับผลกระทบก่อนมีการบังคับใช้จริง เพื่อให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของชาติอย่างแท้จริง” ณธีพัฒน์กล่าว 
 
                          ว่ากันว่า กลุ่มเครือข่ายเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ จะรวบรวมรายชื่อและรวมตัวไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องผู้อำนวยการ สทศ. และคณะกรรมการ สทศ. (บอร์ด สทศ.) ทุกคน จากการประกาศใช้การสอบยูเน็ต เนื่องจากสร้างภาระให้แก่นิสิต นักศึกษา และในฐานะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
 
                          แม้การจัดสอบยูเน็ต มีเจตนาดีเพื่อยกระดับการศึกษาไทย แต่สภาพสังคมไทยทุกวันนี้ เกิดวิกฤติศรัทธา "ผู้ใหญ่" ในมุมมองของ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นแห่งชาติ(ภตช.) สะท้อนว่า สทศ.กำลังจะบังคับคนในสังคมไทยให้ปฏิบัติตาม ไม่ถามประชาชน ไม่มีการรับฟังเสียงประชาคมในระดับมหาวิทยาลัย เป็นการทุจริตทางความคิด ทำให้กระบวนการผิดตั้งแต่ต้น เข้าข่ายผิดมาตรา 157 ประกอบกับกระแสสังคมในโลกโซเชียล เด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบัน "ไม่เชื่อผู้ใหญ่" ไม่นับถือ ไม่ศรัทธาผู้ใหญ่ จากพฤติกรรมนักการเมืองและข้าราชการทุจริต ปัจจุบันเด็กไทยไปไกลถึงรับรู้ว่าการคอร์รัปชั่นทางความคิดนั้นเป็นอย่างไร
 
                          "เด็กรุ่นไลน์ รุ่นไซเบอร์ กับผู้ใหญ่เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว  ดูจากตัวแทนนิสิต นักศึกษา 27 สถาบันมีมติคว่ำการสอบยูเน็ต ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก คิดว่าตัวเองทำถูก แต่เด็กบอกแยกดีชั่วได้ดีไม่ต้องวัดด้วยการทำข้อสอบ เขาแยกแยะได้ มีคุณค่ามากกว่าแยกดี/ชั่วจากข้อสอบ หากเริ่มต้นด้วยผู้ใหญ่ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยึดผลประโยชน์ส่วนรวม คงไม่คอร์รัปชั่นความคิดเด็กแบบนี้" เลขาธิการ ภตช. กล่าว 
 
                          ระวัง ยูเน็ต จะกลายเป็นระเบิดสังคมไทย  หาก "4 สอ" ทั้ง ศธ., สทศ., สมศ.และ สกอ. ยังเดินหน้าละเมิดสิทธิเด็กด้วยการอ้างพันธกิจองค์กร และพยายาม "ตีกรอบ" ครอบงำความคิดของเด็กไทย เพราะณ วันนี้เด็กไทย ไปไกลกว่า "ผู้ใหญ่" มาก ขอบอก !!
 
 
 
 
------------------------
 
('ยูเน็ต' ระเบิดเวลาสังคมไทย : กมลทิพย์ ใบเงิน...รายงาน)