
'ยูเน็ต'วัดกึ๋นปัญญาชนเดินหน้าหรือเข้าคลอง?
'ยูเน็ต'วัดกึ๋นปัญญาชน เดินหน้าหรือถอยหลังเข้าคลอง? : ชุลีพร อร่ามเนตร
กระแสข่าวที่ร้อนระอุ สร้างความปั่นป่วนในแวดวงการศึกษามากที่สุดตลอดสัปดาห์นี้ คงไม่พ้นเรื่อง ยูเน็ต
ที่มาของเรื่องที่กำลังกล่าวถึงนี้ มาจากการที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ประกาศจะจัดการ ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา (University National Education Test)หรือ ยูเน็ต ปลายปี 2557 ตามความสมัครใจของแต่ละมหาวิทยาลัย
ทั้งยังประสานให้สถานประกอบการนำผลสอบยูเน็ตเป็นส่วนหนึ่งพิจารณารับบุคคลเข้าทำงาน จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ถึงขั้นตั้งแฟนเพจในเฟซบุ๊ก “ต่อต้านการสอบ U-Net จาก สทศ.” รวมถึงการออกมาเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาต่อต้านและหยุดการสอบยูเน็ต
นายทัดชนม์ กลิ่นชำนิ ประธานสภาผู้แทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มองว่า การสอบยูเน็ตเพื่อชี้วัดมาตรฐานคุณภาพบัณฑิตนั้น เป็นการดูถูกเสรีภาพนิสิตนักศึกษา เพราะทุกคนเรียนในสถาบันการศึกษาตามความชอบ ความถนัด และศักยภาพที่แตกต่างกัน การเอาข้อสอบเพียงฉบับเดียวมาชี้วัดความเป็นบัณฑิตของพวกเขา เป็นการตีกรอบความคิดให้นิสิตนักศึกษาคิดถูกผิดตามข้อสอบ สุดท้ายแล้วข้อสอบ สทศ.ไม่ต่างอะไรกับกอไม้เก่าๆ ที่ล่ามศักยภาพบัณฑิตเอาไว้ให้ไกลเท่าความยาวของเชือก
"สิ่งที่ สทศ.ควรทำ คือไม่ใช่ออกข่าวรายวัน หรือมุ่งว่าจะทำตามภารกิจ ตามกฎหมายที่กำหนด แต่ควรรับฟังความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษา และการที่นิสิตนักศึกษาออกมาแสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ที่ถูกกระทำจากสิ่งที่ระบบการศึกษากำหนด แต่ขอให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายตระหนักด้วยว่าเราเป็นคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าอยากประเมินคุณภาพการศึกษาของบัณฑิต ลองไปหาวิธีการอื่นดีกว่า ไม่ใช่โยนภาระให้นิสิต อะไรๆ ก็สอบ อย่าคิดกันง่ายๆ อย่างนี้"
นายทัดชนม์ บอกว่า ยูเน็ต ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ สทศ.มีโครงการการวิจัยยูเน็ต มาตั้งแต่ปี 2554 โดยจะมีการจัดการเพื่อให้เข้ากรอบ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ทักษะพื้นฐาน 4 วิชา ได้แก่ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต คือ การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) และการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) 2.คุณธรรม จริยธรรม (Moral Resoning) และ 3.ด้านทักษะวิชาชีพเฉพาะสาขา
ทั้งหมดนี้ถือเป็นหนึ่งในการสอบตระกูล "เน็ต" ที่ สทศ.ต้องเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบตามบทบาทหน้าที่ เช่นเดียวกับการสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ในระดับช่วงชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติอาชีวศึกษา (วีเน็ต) ของระดับอาชีวศึกษา
ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานบอร์ด สทศ. ระบุว่า ยูเน็ต เป็นการทดสอบและประเมินผลมาตรฐานบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือทีคิวเอฟ เพื่อใช้ในการประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา และนำผลการทดสอบมาตรฐานคุณภาพบัณฑิต มาใช้ยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาตามกฎหมายแล้ว หน้าที่การประเมินคุณภาพบัณฑิตเป็นของ สทศ.
"ทีคิวเอฟ" เป็นกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ที่จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อวัดมาตรฐาน 5 ด้าน คือ 1.ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2.ด้านความรู้ 3.ทักษะทางเชาวน์ปัญญา 4.ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5.ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประเมินผลมาตรฐานคุณภาพบัณฑิตที่วัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รวมถึงเพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการพัฒนาหลักสูตร และผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัย เป็นการกำหนดเป้าหมายในการผลิตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยการวัดประเมินนั้นจะวัดจากสิ่งที่มหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษาได้ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น วัดจากกิจกรรม หลักสูตร เป็นต้น ไม่มีการจัดสอบเป็นรายวิชาเหมือนยูเน็ต
ขณะที่ ศ.ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ระบุว่า เห็นด้วยกับการสอบยูเน็ต เพื่อจะได้มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของมหาวิทยาลัย แต่กังวลว่าถ้า สมศ.กำหนดยูเน็ตเป็นตัวบ่งชี้ประเมินคุณภาพภายนอก รอบ 4 อาจจะทำให้เกิดปัญหา ส่วนข้อเสนอให้ใช้คะแนนยูเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานนั้น ยูเน็ต ไม่ใช่ยาวิเศษที่ตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง
ส่วนนักวิชาการด้านอักษรศาสตร์ รศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ยูเน็ต มีความแตกต่างจากการสอบ โอเน็ต เพราะการสอบยูเน็ตเป็นการประเมินสถาบันศึกษาไม่ใช่การประเมินตัวบุคคลแบบโอเน็ต ดังนั้น อยากเสนอยูเน็ตไม่จำเป็นต้องให้นักศึกษาแสดงตัวตน ไม่ต้องพกบัตรประชาชน ไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อ เพราะไม่ได้ใช้คะแนนในการประเมินตัวบุคคลแต่เป็นการประเมินมหาวิทยาลัย และควรเลิกพูดเรื่องการนำคะแนนไปเป็นส่วนหนึ่งของการมีงานทำ
สภานิสิตจุฬาฯ ได้ทำแบบสอบถามรวบรวมความคิดเห็นของนิสิตต่อการสอบยูเน็ต โดยสอบถามนิสิตจุฬาฯ จำนวน 1,010 คน เมื่อวันที่ 27-30 เมษายน พบว่า นิสิต 71% ไม่เห็นด้วยกับการสอบยูเน็ต ค่อนข้างไม่เห็นด้วย 22% เฉยๆ 5% ค่อนข้างเห็นด้วย 1% และเห็นด้วย 1%
ส่วนใหญ่เชื่อว่าการทดสอบดังกล่าวจะเอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของสถาบันกวดวิชา และเชื่อว่าการทดสอบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น TOEFL, TOEIC และการทดสอบจากหน่วยงานต่างๆ จะสามารถประเมินทักษะของบัณฑิตที่แต่ละหน่วยงานต้องการได้โดยตรง ไม่ซ้ำซ้อนและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
ด้านผู้ใช้บัณฑิตภาครัฐ ดร.รัชนีวรรณ วณิชย์ถนอม นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มองว่า ก.พ.ทำเรื่องบริหารทรัพยากรบุคคล อยู่บนระบบคุณธรรม ความรู้และความสามารถ
เป้าหมายของ ก.พ.คือคัดเลือกคนที่ดีที่สุดเข้ารับราชการ และในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้คะแนนยูเน็ต ในการรับคนเข้าทำงาน เช่นเดียวกับการสอบ TOEFL ที่เกิดขึ้นเพราะต้องการทดสอบภาษาอังกฤษของคนที่ต้องการไปเรียนประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มีมาตรฐาน และเมื่อการสอบเป็นที่ยอมรับ ก็มีหลากหลายหน่วยงานนำไปใช้ ซึ่งอนาคตยูเน็ตก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน
เช่นเดียวกับภาคเอกชน น.ส.นราวดี เจริญจิตต์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ควบการลงทุนบริษัท เอไอเอ จำกัด มองว่า หากภาครัฐมีความชัดเจนเรื่องยูเน็ต และวัดคุณภาพมาตรฐานในแต่ละวิชาชีพได้จริง เชื่อว่าภาคเอกชนอาจจะนำมาใช้ แต่ในส่วนของภาคเอกชน อย่าง เอไอเอ เจ้าหน้าที่ พนักงานทุกคนล้วนผ่านการประเมินคุณภาพ และมีมาตรฐานวิชาชีพรองรับอยู่แล้ว
งานนี้เห็นที สทศ. คงต้องนำข้อคิดเห็นทั้งจากนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไปไตร่ตรองให้รอบด้านก่อนที่จะเดินหน้าจัดสอบยูเน็ต
ที่สำคัญควรตระเตรียมข้อมูลการจัดสอบ การนำยูเน็ตไปใช้ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสังคมในภาพรวมไว้ชี้แจงต่อสาธารณชนด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบในวงกว้าง ดังนั้น การจะทำอะไรก็ควรเป็นไปด้วยความรอบคอบ ไม่เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
..............................
(หมายเหตุ : 'ยูเน็ต'วัดกึ๋นปัญญาชน เดินหน้าหรือถอยหลังเข้าคลอง? : ชุลีพร อร่ามเนตร)



