
สภานิสิตมก.ยื่นหนังสืออธิการค้านยูเน็ต
สภานิสิต มก. ผนึกกำลัง องค์การบริหาร องค์การนิสิต และเครือข่ายทุกสถาบัน ออกแถลงการณ์ค้าน ยูเน็ต สกอ.จี้สมศ.ถอดยูเน็ต-สมศ.ชงบอร์ด29เม.ย.
28เม.ย.2557 นายทัดชมน์ กลิ่มชำนิ ประธานสภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ออกหนังสือแถลงการณ์ “ไม่สมัครใจเข้าร่วม U-NET เตรียมยื่นหนังสือถึงอธิการบดี และคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้พิจารณา โดยมีใจความว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้มติให้มีการดำเนินการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา (U-NET) แก่นิสิตชั้นปีสุดท้าย ในปีการศึกษา 2557 โดยจะมีการจัดสอบใน 4 วิชาคือ 1.การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2.การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3.การใช้สารสนทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต :การรู้เท่าทันสื่อ และ 4.การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา (Media Literacy) และการอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ซึ่งในปีแรกจะจัดสอบให้กับสถาบันการศึกษาที่สมัครใจเท่านั้น
ในการนี้สภาผู้แทนนิสิต ได้มีการประชุมกันในกรณีดังกล่าวและได้เปิดให้นิสิตได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาในการประชุมโดยมีมติคัดค้านการเข้าร่วมการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา (U-NET) ด้วยเหตุดังในต่อไปนี้
1.การศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาเฉพาะด้านตามความสนใจ ถนัด และศักยภาพเฉพาะด้านของผู้เรียที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบการคิดวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การใช้ข้อสอบเพียงชุดเดียวเพื่อชี้วัดศักยภาพของผู้เรียน จึงเป้นการปลูกฝังวัฒนธรรมการ “เรียนเพื่อสอบ”บ่อนทำลายการแสวงหาความรู้นอกกรอบ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรมใหม่ ๆ อันเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาพึงมี
2.รายวิชาที่จัดสอบไม่ตอบโจทย์ในการชี้วัดศักยภาพนิสิต และมีความซ้ำซ้อนกับการสอบอื่นๆ ที่มีความจำเป็นอยู่ก่อนแล้ว ทำให้นิสิตสูญเสียเวลาในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เสริมสร้างประสบการณ์ ตลอดจนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตหลังจบการศึกษา เพราะต้องทุ่มเทเวลาไปกับการเตรียมตัวสอบ
3.การสอบในบางวิชาเช่น การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา (Media Literacy) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ถือเป็นการกำหนดกรอบความคิดให้ผู้เรียนด้วยข้อสอบเพียงฉบับเดียว โดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานทัศนคติ บริบทสภาพแวดล้อมในความเป็นจริง ที่ทุกคนมีความแตกต่างกัน และควรใช้วิจารณญาณของตนเองในการแก้ไขปปัญหาได้อย่างอิสระ โดยปราศจากการชี้ ถูก ผิด โดยข้อสอบ ซึ่งเป็นการกดทับอิสระทางความคิด และกีดกันการพัฒนาการคิดของบัณฑิตไทย ซึ่งเป็นปัญหาทางการศึกษาของชาติในปัจจุบัน
4.การจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา (U-NET) ถือเป็นการตั้งคำถามและต่อศักยภาพในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยทั้งที่มีหลักสูตรการเรียนการสอน และวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่แตกต่างกัน เป็นการก่อให้เกิดวัฒนธรรมการแข่งขันเพื่อชิงคะแนน มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการและองค์ประกอบอื่น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมในอนาคต
5. การประเมินคุณภาพการศึกษาสามารถกระทำได้ด้วยวิธีอื่น ทั้งการประกันคุณภาพ ดัชนีการมีงานทำของนิสิต และวิธีอื่น ซึ่งเป็นหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุด ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด และมีผลกระทบน้อยที่สุด มาพัฒนาระบบการศึกษาของไทยไม่ใช่ด้วยวิธีการเพิ่มภาระให้นิสิต นักศึกษา และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน
6.สภาผู้แทนนิสิต คำนึงถึงเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการมุงสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติที่ต้องตอบสนองต่อการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาในให้ประชาชนทุกชนชั้น เพื่อเป็นสะพานสู่โอกาสในการทำงานตามศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป การจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ระดับอุดมศึกษา (U-NET) จึงเป็นบ่อนทำลายโอกาสในการทำงานตามศักยภาพของตนในด้านต่างๆ ด้วยการวัดคุณค่าของบัณฑิตด้วยคะแนนสอบ โดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกัน และศักยภาในด้านอื่นๆที่จำเป็นต่อนิสิตในด้านต่างๆ แตกต่างกันไป สุดท้ายจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการเกิดใหม่ของสถาบันกวดวิชาเพื่อเตรียมรับการทดสอบดังกล่าว
7.สภาผู้แทนนิสิตเล็งเห็นว่าในปี 2558 ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานมีความเข้มข้นมากยิ่วขึ้น ตลอดจนสภาพทางสังคมก็จะมีความหลากหลายขึ้น นิสิตที่กำลังจะจบการศึกษาจึงควรใช้เวลาเพื่อพัฒนาตนเองให้รองรับการแข่งขันตามด้านที่ตนถนัด ฝึกฝนตนเอง แสวงหาโอกาส และเสริมสร้างประสบการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเตรียมพร้อมกับระบบสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ควรเสียเวลาเป็นภาระกับการจัดทดสอบดังกล่าวซึ่งไร้ประโยชน์ และเป็นที่เคลือบแคลงในมาตรฐานของข้อสอบจากสถิติขององค์กรผู้ออกข้อสอบเอง
ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 3/2557 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 ให้ใช้อำนาจตามประกาศสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2549 มาตรา 19(4) ในการเสนอแนะการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “ไม่สมัครใจ” เข้าร่วมการทดสอบดังกล่าว
ทั้งนี้สภาผู้แทนนิสิตจะร่วมกับองค์การบริหาร องค์การนิสิต ในการออกแถลงการณ์คัดค้านการจัดการทดสอบดังกล่าว และเข้าร่วมกับเครือข่ายผู้นำนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อคัดค้านการจัดสอบอย่างเต็มที่ต่อไป
ด้าน รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวว่า มฟล.ไม่ได้กลัวเรื่องการสอบ แต่ไม่เห็นด้วย และไม่สนใจกับการจัดสอบยูเน็ต เพราะการผลิตบัณฑิตของแต่ละมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน อีกทั้งการจัดสอบด้วยข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศก็ไม่ได้ช่วยชี้วัดคุณภาพของนักศึกษา กลับทำให้เกิดความวุ่นวาย สิ้นเปลือง เป็นภาระแก่นักศึกษา และเกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งในส่วนของ มฟล.มีการประเมินคุณภาพของนักศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานอยู่แล้ว โดยแต่ละปีจะมีการจัดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน ซึ่งจะทำให้ทราบว่าเด็กคนใดมีคุณภาพเป็นอย่างไร และต้องแก้ไขในจุดใด จึงอยากให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว แม้ สทศ.จะระบุว่าเป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ควรดูความเหมาะสม และความจำเป็นด้วย ทั้งนี้ขณะนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ให้นิสิต นักศึกษาสอบยูเน็ต เพื่อวัดผลคุณภาพการศึกษาเหมือนประเทศไทย
สกอ.จี้สมศ.ถอดยูเน็ต-สมศ.ชงบอร์ด29เม.ย.
ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวถึงกรณีที่มีนักศึกษาจากมหาวอทยาลัยต่าง ๆออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกรณีที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะให้มีการจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือ U-NET ในปีการศึกษา 2557 ว่า รู้สึกกังวลใจที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)จะให้นักศึกษาทั้งปริญาตรี โท และเอก สอบU-NET และอยากให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ถอดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ TQF ออกจากตัวชี้วัดการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างสอบ U-NET ขึ้นมาวัดว่า สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจัดการศึกษาได้มีมาตรฐานตามกรอบ TQF หรือไม่
ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร กล่าวต่อว่า จริง ๆแล้ว ระบบ TQF พัฒนาขึ้นโดย สกอ.เพื่อใช้สำหรับงานประเมินคุณภาพภายในของสถาบันอุดมศึกษา โดยTQF ของแต่ละสาขาวิชาจะกำหนดเป็นแนวทางไว้ว่าบัณฑิตจะต้องมีความรู้ความสามารถอย่างไรใน 5 ด้าน คือ 1.ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2.ด้านความรู้ 3.ทักษะทางเชาวน์ปัญญา 4.ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5.ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้มีความมั่นใจในการผลิตบัณฑิต อย่างไรก็ตาม สมศ.ได้ยกร่างกรอบการประเมินรอบ 4 และนำTQF มาเป็นหนึ่งใน 9 ตัวชี้วัดด้วย แต่แทนที่ สมศ.จะหยิบผลการประเมินภายในตามกรอบ TQF ของมหาวิทยาลัยไปใช้เลย สมศ.อาจไม่มั่นใจในข้อมูลดังกล่าว จึงให้ สทศ.จัดทำแบบทดสอบเพื่อวัด TQF เอง ซึ่งก็คือข้อสอบ U-NET
"สกอ.ได้แย้ง สมศ.ไปหลายครั้งแล้วว่า กรอบTQF เหมาะสำหรับใช้ในการประกันคุณภาพภายใน แต่ไม่เหมาะสำหรับการประกันคุณภาพภายนอก อีกทั้งการประเมินภาพในตาม
กรอบTQF ก็มีวิธีได้ข้อมูลมาหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องได้ข้อมูลจากการทดสอบอย่างเดียว แต่อาจเก็บข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆด้วย แล้วนำมาประมวลวัดคุณภาพของบัณฑิต นอกจากนั้น การนำแบบทดสอบทั่ว ๆไปมาวัดความรู้ความสามารถของบัณฑิตทุกสาขาวิชา ก็อาจเกิดปัญหาได้ เพราะแต่ละสาขาวิชามีระดับความสามารถในด้านต่าง ๆไม่เท่ากัน อย่างเช่น สาขาเศรษฐศาสตร์ก็จะมีหลักความสามารถทางคำนวนมากกว่าสาขารัฐศาสตร์ ไม่สามารถใช้ข้อสอบเดียวกันมาวัดได้ " เลขาธิการ กอศ. กล่าว
ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร กล่าวอีกว่า แม้สทศ.จะยืนยันว่าไม่ได้บังคับให้นักศึกษาสอบ U-NET แต่ถ้าข้อสอบU-NET ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวัดTQF กลายเป็นตัวบ่งชี้การประเมินภายนอกของสมศ.แล้ว ในที่สุดการสอบU-NETก็จะกลายเป็นภาคบังคับ มหาวิทยาลัยทุกแห่งก็จะจัดให้นักศึกษาสอบเพราะห่วงเรื่องการประเมินภายนอก ทั้งนี้ สกอ.ก็ได้ส่งสัญญานไปยังสมศ.หลายครั้งแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ซึ่งประชุมร่วมกับสมศ.ก็ได้ทักท้วงไปอีกครั้งว่า อย่าเพิ่งนำกรอบTQF มาเป็นตัวบ่งชี้การประเมินภายนอก ซถ้า สมศ.ถอดตัวบ่งชี้นี้ออก ก็จะเป็นการแก้ปัญหาการสอบ U-NETนี้ไปโดยปริยาย แต่หากสมศ.ยังต้องการนำกรอบTQF มาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภายนอกจริง ๆแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องสอบU-NETเพื่อให้ได้ข้อมูลการประเมินตามกรอบTQF แต่อาจใช้วิธีขอข้อมูลจากมหาวิทยาลัย และอาจมีการสุ่มเช็คข้อมูลเพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลที่มหาวิทยาลัยส่งให้ วิธีนี้จะดีกว่า ไม่สร้างภาระให้เด็กและครูด้วย
"อยากให้ไปลองหาดูว่าประเทศอื่นทั่วโลกมีประเทศใดบ้างที่สอบU-NET แต่ที่แน่ ๆประเทศอังกฤษไม่มี และหลายประเทศก็ไม่มี ดังนั้น สกอ.จะทักท้วงไปอีกครั้งว่าสมศ.ยังยืนยันที่จะให้มีการจัดสอบU-NETอยู่อีกหรือไม่ ทั้งนี้ การสอบU-NET ถ้าเป็นในแง่ของการวัดภาพรวมให้เห็นว่าคุณภาพการจัดการศึกษาอยู่ตรงไหน โดยที่ไม่ต้องไปเชื่อมโยงกับการประเมินภายนอกก็สามารถทำได้" เลขาธิการ กกอ. กล่าว และว่า โดยเฉพาะการเรียนในระดับปริญญาโทและเอก ซึ่งมีการทำวิทยานิพนธ์ก่อนจบ มีการสอบ comprehensive ที่เปรียบเสมือนระบบประกันคุณภาพอย่างเข้มข้นของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่กลับให้ผู้เรียนต้องมาสอบข้อสอบทั่วไปอย่าง U-NET อีก ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะได้ประโยชน์แค่ไหน
ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสมศ. กล่าวว่า สมศ. เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกโดยรวมของสถาบันการศึกษา โดยนำผลประเมินที่มีอยู่แล้วมาเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งในการประเมิน โดยการประเมินคุณสภาพภายนอก รอบ3 ที่ ผ่านมา สมศ. ก็ใช้ TQF ของสกอ.เป็นตัวบ่งชี้หนึ่ง ในการประเมินความรู้ความสามารถตามหลักสูตร แต่เมื่อมีการประเมินไประยะหนึ่งก็มีเสียงสะท้อนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ว่า หากใช้ TQF ของสกอ. อาจจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะมหาวิทยาลัยต่างคนต่างทำ
ดังนั้นจึงอยากให้มีหน่วยงานกลางมาทำหน้าที่วัดประเมินผลตรงนี้ ซึ่งเมื่อสทศ. จะจัดสอบ U-NET สมศ. จึงเห็นว่าน่าจะนำผลสอบมาใช้ เพื่อให้การจัดสอบมีประโยชน์ และเกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามในส่วนที่สกอ. เสนอให้ยกเลิกการนำคะแนนU-NET มาเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งในการประเมินภายนอก รอบ 4 นั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสมศ. วันที่ 29 เมษายน จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ เพื่อขอความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงจะดูด้วยว่าหากไม่หยิบ U-NET ที่สทศ. จัดสอบมาใช้แล้ว จะมีตัวประเมินตัวใดที่จะสะท้อนคุณภาพบัณฑิตได้ดีกว่า
............
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก @JanewitC)



