ไลฟ์สไตล์

'ชัยวัฒน์'ห่วงปมฆ่า'ไม้หนึ่ง'นำไปสู่รุนแรง

'ชัยวัฒน์'ห่วงปมฆ่า'ไม้หนึ่ง'นำไปสู่รุนแรง

28 เม.ย. 2557

สกว.ระดมสมองเปิดเวทีปฏิรูปประเทศไทย อ.ชัยวัฒน์ห่วงปมฆ่า'ไม้หนึ่ง'นำไปสู่ความรุนแรง นักวิจัยมธ.แนะบรรจุหลักสูตรการจัดการความขัดแย้งแบบสันติวิธีให้กับตำรวจ

               28เมษายน 2557 ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล  ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีสาธารณะ สกว. “ความรู้สู่การปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อคิดเห็นในประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ได้จากการศึกษาวิจัย นำไปพัฒนาจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยบนฐานความรู้ทางวิชาการ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพรรคการเมืองในการสร้างนโยบายที่ดีสู่ประชาชน โดยมีนักวิชาการระดับแถวหน้าของประเทศจำนวนมากร่วมเวที อาทิ ศ. ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ศ. ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์ ศ. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ รศ. ดร.รุธิร์ พนมยงค์ เป็นต้น

               จากเหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้ นั่นคือจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากฝ่ายใด สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือ นโยบายสาธารณะที่ดีที่รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ต้องการแค่รูปแบบทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังต้องการเนื้อหาสาระของนโยบายและการดำเนินนโยบายที่ดีของรัฐบาลประชาธิปไตยด้วย นโยบายที่ไม่เหมาะสมจากโครงสร้างอำนาจที่ขาดความสมดุลและขาดการถ่วงดุลนำไปสู่ปัญหามากมาย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สกว.สนับสนุนงานวิจัยและมีส่วนร่วมในเชิงวิชาการเพื่อการปฏิรูปมาโดยตลอด เช่น การวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเมืองปี 2540 การวิจัยเพื่อการปฏิรูปสื่อ การวิจัยเพื่อการปรับตัวในยุคโลกาภิวัตน์ภายใต้องค์การการค้าโลก การวิจัยเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้สูงอายุ และการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

               สาเหตุที่การปฏิรูปหลายเรื่องยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะผู้รับผิดชอบขาดความเข้าใจแก่นสำคัญของการปฏิรูป ขาดความเอาจริงเอาจังในการดำเนินการ การปฏิรูปที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการปฏิรูป ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขนำไปสู่ภาวะวิกฤตในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปในปี 2540 ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมิได้เป็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงทางการเมือง และถูกมองหยุดเพียงแค่การถ่ายโอนอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่าการมอบอำนาจที่แท้จริงให้กับประชาชน เกิดระบบการพึ่งพาระหว่างนักการเมืองระดับชาติและนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น ขณะที่องค์กรอิสระถูกตั้งคำถามในเรื่องความเป็นอิสระและอำนาจหน้าที่ ทั้งหมดนี้ทำให้ภาควิชาการต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ประเทศไทยควรหาทางออกอย่างไร และปรับทิศทางการปฏิรูปอย่างไร การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจึงยังเป็นภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุดของภาควิชาการ ในความพยายามที่จะเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด สกว. เห็นว่าการปฏิรูปต้องมีทั้งกระบวนการทั้งระดับนโยบาย และระดับชุมชนพื้นที่ เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงต้องลงไปถึงประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

               สิ่งที่ สกว.ต้องดำเนินการ คือ การทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมองข้ามเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและเตรียมข้อเสนอที่มีฐานมาจากงานวิจัยและงานวิชาการ เพื่อให้เป็นนโยบายที่มีฐานเข้มแข็งและสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยเกิดผลข้างเคียงน้อย การจัดเวทีสาธารณะ สกว. “ความรู้สู่การปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งนี้มีประเด็นสำคัญอันประกอบด้วย “การออกแบบสถาบันการเมืองใหม่” “การกระจายอำนาจ ความยุติธรรม และสันติวิธี และ “การกระจายความเจริญกับสิทธิและพื้นที่ของชุมชน” ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นเวทีครั้งนี้แล้ว สกว. จะจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลในชุดต่อไป โดยเชื่อว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต

               สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองการปกครองของ สกว. ในครั้งนี้คือ ให้มีการปฏิรปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนให้ตอบสนองความหลากหลายของสังคมได้ดีขึ้น ออกแบบการเลือกตั้งควบคู่กับการจัดโครงสร้างในระบบรัฐสภาที่สนับสนุนการถ่วงดุลอำนาจและช่วยลดระดับการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางสภาพเศรษฐกิจสังคม ระดับการอุปถัมภ์ และการกระจายอำนาจระดับท้องถิ่น รวมถึงปฏิรูปการบริหารกิจการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามสนใจการออกกฎเกณฑ์และการดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระโดยเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ รัฐบาลต้องให้ความสนใจต่อระบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีอำนาจในการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ทำประชามติ และประชาพิจารณ์ การปิดช่องทางการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ การศึกษาพัฒนาแนวคิดเรื่องจังหวัดปกครองตนเองและเสริมสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง

               ด้าน ศ. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง “สันติวิธีเพื่อการจัดการความแย้ง” ว่าขณะนี้กำลังเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย 3-4 สัปดาห์ข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นก็จะมีภัยคุกคามทางการเมืองที่ย่อมส่งผลต่อทิศทางของการปฏิรูป ทั้งนี้ตัวเลขที่น่ากลัวของสังคมไทยวันนี้คือ หนี้ครัวเรือน ที่สูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกประเด็นหนึ่งคือ สงสัยว่าเหตุใดคนกลุ่มหนึ่งจึงโกรธมากและถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจตอบได้ว่าคนเหล่านั้นมีประสบการณ์ผ่านความรุนแรงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 สังคมไม่ใช่ข้อยกเว้นเรื่องความรุนแรง แต่เราสามารถทำสิ่งน่ารังเกียจ เผาคนให้ตายทั้งเป็น ทำลายศพได้ เรื่องนี้ใช้วิธีการอธิบายว่าต้องทำในนามของชาตินิยม ไม่ใช่คนไทย ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำให้เกิดความหลอนในสังคมไทย ใครใช้สิ่งเหล่านี้ในการระดมผู้คนจะถือเป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ ความขัดแย้งเหล่านี้เป็นบทเรียนที่ต้องศึกษา

               นอกจากนี้ยังมีสัญญาณไม่ดีที่ตนมองเห็นหลายเรื่อง เช่น การที่ ศอ.รส. สนับสนุนให้มีพระบรมราชวินิจฉัย การที่คู่ขัดแย้งเปลี่ยนสภาพและมีบางสิ่งที่ไม่ควรเป็นคู่ขัดแย้งแต่น่าจะทำหน้าที่อย่างอื่น ทำให้ศักยภาพในการแก้ปัญหาลดลง ซึ่งตนกังวลมาก เช่นเดียวกับองค์กรกำจัดขยะที่มีคนชื่นชมแต่เรากำลังบอกว่าคนจำนวนหนึ่งในประเทศเป็นขยะไม่ใช่มนุษย์ หรือกรณีพ่อแม่แจ้งความจับกุมลูกในข้อหาหมิ่นสถาบัน วาทศิลป์ของแกนนำหลายคนที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ปลุกระดมผู้คนให้มาชุมนุมกัน รวมทั้งกรณีฆาตกรรมไม้หนึ่ง ก.กุนที เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เป็นสัญญาณของความเกลียดชัง มีผลต่อวิธีการคิดแก้ปัญหา คิดว่าการแก้ปัญหาของตนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง จึงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับการกระทำความรุนแรงในนามของความดี ขณะที่การตัดสายสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ยอมให้ความสัมพันธ์ทางตรงตัดลงบนความสัมพันธ์แนวราบ เพราะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นทางการเมือง เป็นการทำลายมิตรภาพระหว่างกัน เป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและเป็นเรื่องที่น่ากลัว

               กับดักของความขัดแย้งมีผลหลายประการ แต่ที่สำคัญประการหนึ่งคือ ทำให้คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เราต้องเสนอแนวคิดให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่หมดหวัง รอแต่วันที่ทำร้ายกัน จึงอยากเสนอประเด็นพาราความขัดแย้งหรือข้อเสนอที่นำไปสู่การคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง โดยมีทางเลือกต่าง ๆ สำหรับสาธารณชน เช่น ถ้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งจะทำอย่างไรได้บ้าง รวมทั้งการเฝ้าระวังวาทกรรมแห่งการเกลียดชัง (Hate speech) ที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มาจากผู้ที่มีอิทธิพลต่อประชาชน ทั้งนักการเมือง แกนนำ ศิลปิน รวมถึงการข้ามเส้นที่ไม่ควรข้าม เช่น การทำร้ายเด็กจนเสียชีวิต ส่วนคำถามว่าเราจะเตรียมการณ์ให้กับสังคมไทยอย่างไร อยากให้ดูต้นเหตุความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง ตลอดจนเมื่อเกิดความขัดแย้งแล้วจะทำอย่างไร ประคับประคองให้เกิดความรุนแรงน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ทำให้ระดับความรุนแรงเปลี่ยน รวมทั้งเงื่อนไขของความปรองดอง

               “ขณะนี้เราอยู่กับความขัดแย้งระหว่างสองโลกคือ โลกเก่าที่ไม่ยอมตาย และโลกใหม่ที่ไม่มีกำลังที่จะปรากฏตัวขึ้น ในสภาพนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดช่องตาย หากแต่ยังคงเห็นลู่ทางใหม่ ๆ ในการจัดการปัญหา และเชื่อว่าระดับความรุนแรงยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยาวนานและมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก เราต้องสู้กับมายาคติหลายอย่าง ไม่ควรดูถูกความสามารถความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการแก้ปัญหานอกเหนือจากการใช้ความรุนแรง ต้องมีความท้าทายในการไปสู่ในที่ที่ไม่เคยไป”

               ขณะที่ ศ. ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์  สถาบันพัฒนาสยาม กล่าวถึงการกระจายอำนาจกับการจัดการตนเอง ว่าการกระจายอำนาจและการปฏิรูปรัฐธรรมนูญยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอทำให้เกิดปัญหาในหลายมิติ กฎหมายสำคัญแต่ความคิด ความรู้สึกของประชาชนโดยรวมมีความสำคัญมากกว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม การรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางมีความสำคัญ ประสบความสำเร็จในการสร้างเศรษฐกิจของไทย ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรที่ล้าหลังมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมและบริการ การศึกษาทั่วถึงและยกระดับการรู้หนังสือให้มากขึ้น แต่โครงสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ทำให้เกิดการแข่งขันสูงประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ต้องพิจารณาใหม่ว่ารูปแบบการบริหารจัดการบ้านเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางมีความเหมาะสมหรือไม่ และเห็นว่ารัฐควรกระจายอำนาจ แต่อำนาจในการบริหารจัดการเชิงพื้นที้ทั้งในส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าในทางเศรษฐศาสตร์

               ส่วนการการเสวนาและข้อเสนอเรื่อง “การออกแบบสถาบันการเมืองใหม่” ในประเด็นแนวคิดการออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ ศ.ดร. สมบัติ จันทรวงศ์ กล่าวว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่เหมือนกับชาติอื่น ปัญหาใหญ่ของไทยคือการมองสภาวะเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับรากฐานความคิด โดยมองสภาวะเงื่อนไขแวดล้อมที่สำคัญไม่แพ้สิ่งที่เป็นตัวตนสำคัญของมนุษย์ ถ้าจะมีประชาธิปไตยต้องมีวิธีคิดแบบใหม่นอกเหนือจากจารีตดั้งเดิม ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมี rule of law ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพปลอดจากการถูกกดขี่ของผู้มีอำนาจทางการปกครอง ตนอยากให้สังคมไทยเป็นอภิชนาธิปไตยในประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่มีพลเมืองอภิชนจำนวนน้อยเป็นผู้ปกครอง เป็นการปกครองโดยคนที่ดีที่สุด นั่นคือ ให้โอกาสทุกคนแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันเพื่อคัดเลือกคนที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ดังเช่นสิงคโปร์ที่วางแผนสร้างคนในชาติแบบใหม่ให้มีระเบียบวินัย เคร่งครัดกฎหมาย ปลอดจากทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะระดับผู้นำประเทศ ทั้งนี้ตนอยากเห็นการวิจัยที่เสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างถึงรากถึงโคนโดยคำนึงสภาพแวดล้อมด้วย เช่น เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง

               ส่วนประเด็นองค์กรอิสระ: กรณีศึกษาคณะกรรมการเลือกตั้ง รศ.ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม NIDA ระบุว่าปัญหาการสร้างความเป็นสถาบันในภาพใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อสถาบันระดับย่อย ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือ ค่อนข้างต่อต้านการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มที่จะถูกส่งผ่านไปยังรุ่นต่อไป อีกทั้งได้รับการปกป้องรักษาและผลิตซ้ำ สำหรับเงื่อนไขที่นำมาสู่การสร้างสถาบัน กกต. คือ การทุจริตเลือกตั้ง การใช้อำนาจรัฐควบคุมการเลือกตั้ง บทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการจัดการเลือกตั้ง ความล้มเหลวของการเลือกตั้ง และความชอบธรรมของการเลือกตั้งและความเปราะบางของประชาธิปไตย ดังนั้นการออกแบบองค์กรเชิงสถาบันเพื่อแก้ปัญหาจึงมีพันธกิจหลักสำคัญ คือ การจัดการเลือกตั้ง ป้องกันปราบปรามทุจริต สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน พัฒนาพรรคการเมือง โดยความท้าทายและโอกาสในกระบวนการสร้างความเป็นสถาบันของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย การทบทวนแบบแผนและแนวทางปฏิบัติการให้ใบเหลืองและใบแดง การปรับรื้อระเบียบ บรรทัดฐาน โครงการที่ไร้ประสิทธิภาพและเป็นอุปสรรคต่อเป้าประสงค์และพันธกิจหลักขององค์การ สร้างวัฒนธรรมองค์การใหม่ทั้งภาพรวมทั้งองค์การและวัฒนธรรมการทำงานย่อยที่สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงานของแต่ละฝ่าย การกำหนดแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของสิ่งแวดล้อมทางการเมือง การจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมและมีประสิทธิผล สุดท้ายคือได้นักการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ

               ด้าน ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการจัดการฝูงชน ว่าบทบาทของรัฐในการรับมือผู้ชุมนุม: ไทยมีการเมืองบนท้องถนนบ่อยครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประชาชนคิดว่าความต้องการทางการเมืองของตนควรถูกรับรู้ ดังนั้นจึงต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง (ตำรวจ) และผู้ชุมนุมประท้วง ที่จะต้องมีการควบคุมฝูงชน การจัดการการชุมนุม และงานตำรวจการประท้วง เพื่อจัดระเบียบสาธารณะในขณะที่ให้สิทธิและเสรีภาพพลเมืองในการแสดงความเห็นและชุมนุม ทั้งนี้ตำรวจไทยมีฐานคิดสำคัญที่จะต้องรักษาระเบียบสาธารณะ จึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ โดยปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลการรับมือผู้ชุมนุม ได้แก่ ระบอบการเมือง มีประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ลักษณะการบริหารอำนาจรัฐในพื้นที่ที่เกดิการประท้วง ลักษณะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อการชุมนุมประท้วงและการรับมือ รัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิพลเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

               จากการศึกษาตัวแบบการรับมือผู้ชุมนุมในสหรัฐ พบว่ามี 3 แบบ คือ 1. แบบเผชิญหน้า ซี่งไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการชุมนุม ไม่ทนต่อท่าทีที่เป็นภัยต่อระเบียบสาธารณะ ไม่มีการสื่อสาร/เจราจากับผู้ชุนนุม ใช้อาวุธรุนแรง 2. แบบเจรจา เจ้าหน้าที่ถือว่าการชุมนุมเป็นส่วหนึ่งของการเมืองระบอบประชาธิปไตย เข้าใจสิทธิพลเมือง การใช้กำลังสลายการชุมนุมเป็นอุปสรรคต่อการคลี่คลายความขัดแย้งและใช้เมื่อจำเป็นหรือเป็นทางสุดท้ายเท่านั้น มีการเจารากับผู้ชุมนุมอย่างสม่ำเสม เช่น เส้นทางเดินขบวน และเวลาชุมนุม ไม่ใส่เครื่องแบบตำรวจ 3. แบบควบคุมและสั่งการ มีการควบคุมพื้นที่ การเดินทาง-การแต่งกายของผู้ชุมนุม แหล่งทุน งานข่าว และใช้อาวุธแบบไม่ถึงตาย

               การรับมือผู้ชุมนุมในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาในสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงพฤษภาทมิฬปี 2535 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ารัฐอาศัยกองทัพเข้ามารับมือ แต่ต่อมาโทนเริ่มอ่อนลง ใช้การเจรจาและตำรวจเข้ามามีบทบาทในการรับมือกับผู้ชุมนุมมากขึ้น มีการเจรจาสลับกับมาตรการแบบเผชิญหน้า มีการใช้กำลังทหาร และกองกำลังผสม รวมถึง Reactionary policing ส่วนปัญหาการรับมือเฉพาะหน้าคือ ไม่มีการฝึกอบรมแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งต่อการรับมือ เพราะมีปัญหาเรื่องทัศนคติ ความกลัว การอ่านสัญญาณจากผู้ชุมนุม

               ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในเชิงแนวคิด ประกอบด้วย 1. Community policing และ Problem solving-oriented policing ต้องทำให้ตำรวจเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนเองใหม่ เช่น งานตำรวจชุมชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชน มีบทบาทในการคลี่คลายความขัดแย้งหรือไม่ทำให้เกิดการนองเลือด สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น มีการไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนน้อยลง 2. Getting out of the discourse trap มีกับดักวาทกรรม เช่น ระบุว่ามีมือที่สาม ชายเสื้อดำ สไนเปอร์ 3. Chaos theory ตำรวจต้องเข้าใจเรื่องการละเมิดกฎหมาย ละเมิดพื้นที่ ของการเมืองบนถนน 4. Mimetic structures of blessing การประชุมร่วมกันเกี่ยวกับแผนการชุมนุมร่วมกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ สร้างกลไกรักษาความปลอดภัยร่วมกัน ขณะที่ในเชิงสถาบัน ได้แก่ 1. Security Sector Reforms: ตำรวจพลเรือน ทหารในฐานะหน่วยเสริม (เมื่อจำเป็น) 2. Institutionalisation of protest policing: แสวงหากรบการรับมือผู้ชุมนุมที่เป็นเอกภาพ กำหนดกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ให้ความสำคัญกับมาตรการเจรจา 3. Professionalisation of protest policing unit: การบรรจุหลักสูตรการจัดการความขัดแย้งแบบสันติวิธี สิทธิมนุษยชน และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ