ไลฟ์สไตล์

ทิศทางพืชเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เออีซี

ทิศทางพืชเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เออีซี

21 เม.ย. 2557

ทิศทางพืชเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เออีซี ถึงเวลาภาคเกษตรต้องปรับตัวเอง : ดลมนัส กาเจรายงาน

           หากวิเคราะห์จากการประเมินของนายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ประเมินเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2557 ผ่านกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (16 เม.ย.57) ว่าจะขยายตัว อยู่ในช่วง 2.3-3.3% ที่มาจากผลผลิตพืชที่สำคัญ เช่น ข้าวนาปี อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ รวมถึงภาคการปศุสัตว์ และการประมง เนื่องมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น รวมทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในระดับที่เหมาะสมด้วย

           สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ ดร.มนตรี คงตระกูลเทียน คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ผ่านสื่อออนไลน์ ซีพี นิวส์ ก่อนหน้านี้ว่า ข้อมูลการค้าขายสินค้าเกษตรมวลรวมของไทยกับตลาดส่งออกที่สำคัญในกลุ่มอาเซียน อย่างบรูไน อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฯลฯ หรือแม้แต่ประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยยังคงได้ดุลการค้าอยู่มาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเกษตรกรไทย

           นั่นหมายถึงว่าภาคการเกษตรในปีนี้และอนาคตยังสดใส แต่กระนั้นอย่าลืมว่า การรวมกลุ่มของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 ประเทศในกลุ่มเออีซี ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและมีการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยตัดแต่งพันธุวิศวกรรมเพื่อผลิตพืชจีเอ็มโอ ที่ทั่วโลกกำลังเปิดกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังมีพื้นที่ว่างที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมอยู่จำนวนมาก ที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามอง โดยเฉพาะจีนที่ไทยได้ลงนามว่าด้วยการค้าเสรีอยู่ด้วย กำลังไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ และสปป.ลาว เพื่อผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งล้วนแต่จะเป็นคู่แข่งกับไทยโดยตรงอีกด้วย


จีน 8 หมื่นล้านทำฟาร์มกล้วยไม้ในลาว 

           จากการรวมพลรู้จริงเรื่องการเกษตรบนเวทีเสวนาหัวข้อ "ทิศทางธุรกิจพืชเศรษฐกิจไทย" ที่เน้นทิศทางพืชเศรษฐกิจไทยสู่อาเซียน ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ ในวันที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นแมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท พิกซี่ คอนซัลติ้ง โซลูชั่น จำกัด ประเทศอินเดีย และองค์กรภาครัฐของไทย เปิดแถลงข่าวการจัดงาน "ISRMAX Asia 2014" เป็นงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ภายใต้แนวคิด "เกษตรยุคใหม่ เปิดใจเรียนรู้ ก่อนเปิดประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานีเมื่อเร็วๆ นี้ ต่างสะท้อนว่า ถึงเวลาภาคการเกษตรไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์การแข่งขันสินค้าเกษตรในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นต้น
 
           นายพันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร ประชาสัมพันธ์สมาคมผู้ส่งออกดอกกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาจีนเป็นประเทศผู้นำเข้ากล้วยไม้รายใหญ่จากไทย ขณะนี้จีนพยายามเข้ามาเป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้ในไทย เพื่อทำให้ราคากล้วยไม้แกว่งลง และล่าสุดจีนเข้าไปลงทุนทำฟาร์มกล้วยไม้ใน สปป.ลาว หากโครงการนี้สิ้นสุดจีนใช้เงินลงทุนทั้งหมด 8 หมื่นล้านบาท เมื่อถึงเวลานั้นจะกระทบต่อผู้ประกอบการฟาร์มกล้วยไม้ไทยส่งออกอย่างแน่นอน
อุตสาหกรรมน้ำตาลขาดแคลนแรงงาน

           ด้านนายอิสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมน้ำตาลว่า แม้ประเทศเม็กซิโกจะปลูกอ้อยมากที่สุด ตามด้วยบราซิล อินเดีย และไทย แต่ประเทศไทยมีการส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล ซึ่งช่วง 4 ปีที่ผ่านมาการปลูกอ้อยของไทยเติบโตสูงถึง 30-40% จากปัจจัยราคาอ้อยและน้ำตาลดี แต่ปัญหาหนักคือขาดแคลนแรงงาน และการขาดแคลนงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่ำมาก ทำให้การพัฒนาด้านสายพันธุ์ล่าช้า จะเห็นได้ว่าการผลิตน้ำตาลจากหัวบีตเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากปี 1970 ประมาณ 32 ล้านตันเป็น 34 ล้านตันเท่านั้น โดยน้ำตาลที่ผลิตทั้งหมดบริโภคเองภายในประเทศเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น อีกร้อยละ 75 ส่งออกต่างประเทศ โดยมีตลาดอยู่ในอาเซียนเกือบร้อยละ 50


เรื่องจักรกลทางออกขาดแคลนแรงงาน

           ส่วนนายจามรวุฒิ ตำนานจิตร ตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านเแรงงานในภาคเกษตร เครื่องจักรกลทางการเกษตรก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดเครื่องจักรกลใหญ่ขึ้น และมีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มผลผลิต แต่การเพิ่มเพิ่มผลิตนั้นต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีด้วย โดยเครื่องจักรกลจะเข้าไปช่วยขั้นตอนภาคการผลิตในทุกขั้นตอน


ต้องคิดใหม่ทำเพื่อลดต้นทุน-เพิ่มมูลค่า

           ขณะที่นายสุภชัย ปิติวุฒิ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายชาวนาวันหยุด แนะนำว่า เกษตรกรต้องใช้เทคนิคการทำนาแนวใหม่ ด้วยการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อแกล้งข้าว ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนและจะเป็นการเพิ่มผลผลิตด้วย โดยการทำนาแนวใหม่ที่ว่านี้สามารถลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจาก 25-30 กก./ไร่ ลงมาเหลือ 8-10 กก./ไร่เท่านั้น เท่ากับลดการใช้เมล็ดพันธุ์ถึงร้อยละ 70 ลดการใช้น้ำทำนา เพื่อกระตุ้นการงอกของรากถึงร้อยละ 25-40 และลดการใช้ปุ๋ยลงร้อละ 50 เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตแล้วต้องสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นด้วย

           เช่นดียวกับนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า ทุกฝ่ายต้องมารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด และรองรับกับการแข่งขันในเออีซี โดยเริ่มตั้งแต่ชาวนา โรงสี บริษัทผู้ผลิตปุ๋ยและผู้ส่งออกข้าว ต้องหันหน้าเข้าหากันว่า ปัจจุบันตลาดต้องการข้าวอย่างไร ควรจะผลิตข้าวพันธุ์อะไรที่ตลาดต้องการ เพื่อให้ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออกข้าวอยู่ได้ และผู้ผลิตก็ปุ๋ยอยู่ได้ ซึ่งตอนนนี้กำลังร่างแผนอยู่ หากสำเร็จตามที่คิดไว้ทุกฝ่ายอยู่ได้

           สรุปได้ว่าการที่จะให้ภาคการเกษตรของไทยแข่งขันได้ในยุคเออีซี เกษตรกรต้องปรับตัว ทำเกษตรแนวใหม่ นำเทคโนโลยีแทนแรงงานคน และเกษตรกรต้องหันหน้ารวมกลุ่มทุกภาคส่วนเพื่อความอยู่รอดนั่นเอง