ไลฟ์สไตล์

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2)

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2)

21 เม.ย. 2557

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2) : เกษตรยุคใหม่ โดยดร.พีรเดช ทองอำไพ

           ผู้ส่งออกข้าวไทยมีความสามารถสูงมาก เพราะสามารถขายได้ทุกอย่างที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาได้ เรียกได้ว่าผลิตอะไรออกมาก็หาช่องทางขายได้อย่างนั้น และด้วยความโชคดีของเมืองไทย ทำให้เรามีข้าวที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงทำให้การผลักดันของผู้ส่งออกข้าวไทย ไม่ลำบากมากเกินไป ปัญหาหนึ่งที่ผู้ส่งออกข้าวอยากให้รัฐช่วยแก้ไขก็คือเรื่องของการจัดทำมาตรฐานข้าวเปลือก เพราะว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานข้าวสาร

 
           ดังนั้น หากสามารถใช้มาตรฐานข้าวเปลือกได้ ก็น่าจะช่วยให้กระบวนการรับซื้อข้าวเปลือกดีขึ้น และทำให้มีโอกาสได้ข้าวคุณภาพมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ต้องการให้นักวิชาการได้ช่วยก็คือ หาทางทำอย่างไรที่จะให้สามารถจำแนกข้าวเปลือกได้ด้วยตาเปล่า หมายความว่าเมื่อมองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นข้าวอะไร เช่น ข้าวหอม ข้าวแข็ง หรืออะไรทำนองนี้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยคำนึงถึง แต่โดยความจริงแล้วเวลาพ่อค้ารับซื้อข้าวจะซื้อข้าวเปลือก หากมีการปลอมปนตั้งแต่ต้น ก็ไม่สามารถแยกได้ด้วยตา ไม่เหมือนผลไม้อย่างเช่นมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ยังพอแยกออกได้ด้วยตาเปล่า แต่สำหรับข้าวเปลือกแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไร จึงเกิดการปลอมปนหรือปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ ผลก็คือคุณภาพสุดท้ายของข้าวก็ต่ำลง

           ตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยุโรปและอเมริกา มีลูกค้าอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ พวกแรกเป็นร้านอาหารไทยและจีน หรือร้านอาหารชาติอื่นที่บริโภคข้าวเป็นหลัก กลุ่มนี้ต้องการข้าวที่ไม่ต้องดีเลิศมากนัก และที่สำคัญคือต้องราคาไม่สูง เพราะใช้ในปริมาณมาก ดังนั้น ตลาดกลุ่มนี้อาจนิยมข้าวหอมจากเวียดนามซึ่งมีราคาถูกกว่าข้าวไทยมาก ในขณะที่อาจมองว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้น เมื่อข้าวหอมไทยมีราคาสูงมาก พอร้านอาหารเหล่านี้ได้หันไปทดลองข้าวจากที่อื่นแล้ว ก็คงไม่หวนกลับมาซื้อข้าวไทยอีกเพราะว่าปัญหาเรื่องราคา ตลาดกลุ่มนี้เราเสียให้แก่เวียดนามไปค่อนข้างมาก และโอกาสที่จะได้กลับคืนมาก็คงยากนอกจากต้องจัดการเรื่องราคาให้จูงใจสำหรับผู้ซื้อ

           สำหรับตลาดกลุ่มที่สองก็คือกลุ่มของคนเอเชียที่ไปตั้งรกรากหรืออาศัยอยู่ที่นั่น คนกลุ่มนี้ยังต้องการบริโภคข้าวคุณภาพสูงในราคาที่จับจ่ายได้ กลุ่มนี้จึงยังน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของข้าวหอมไทย ที่อาจมีกำลังซื้อข้าวที่มีราคาสูงกว่าปกติได้ ส่วนกลุ่มที่สามก็คือกลุ่มคนต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนรสชาติ หันมาบริโภคข้าวเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มค่อนข้างเล็ก แต่สามารถหาซื้อข้าวคุณภาพสูงและราคาสูงได้ เพราะว่าซื้อน้อยและใช้บริโภคน้อย สองกลุ่มหลังนี้ ยังพอจะเป็นโอกาสของข้าวไทย เพราะว่าถ้าพูดถึงคุณภาพข้าวไทยแล้ว เรายังครองความเป็นผู้นำในแถวหน้า ถึงจะไม่ใช่เบอร์หนึ่งก็ตาม

           สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถแย่งชิงตลาดกลับมาได้ก็คือการพัฒนาข้าวเดิมที่มีอยู่ให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป เพื่อใช้เป็นจุดขายที่ต่างจากของประเทศอื่น เช่น อาจทำข้าวหอมที่มีคุณค่าทางอาหารสูงขึ้น หรือเหมาะสมสำหรับสุขภาพเช่นข้าวที่ย่อยสลายเป็นน้ำตาลได้ต่ำ หรือมีแร่ธาตุที่จำเป็น สารอาหาร หรือวิตามินสูงขึ้น เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การเตรียมการพัฒนาข้าวในรูปแบบใหม่ๆ ก็ยังไม่สามารถละทิ้งได้ แต่คงต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการสำหรับตลาดในอนาคต

           ขณะที่การศึกษาพฤติกรรมความชอบบริโภคข้าวของกลุ่มลูกค้าต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการตลาดต่อไปครับ