
ถึงเวลา ออกแบบประเทศไทย
19 เม.ย. 2557
ถึงเวลา ออกแบบประเทศไทย : คอลัมน์ อยู่สบาย โดย... ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง
เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้พบท่านภราเดช พยัฆวิเชียร นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย และคุณวิมล อังสุนันทวิวัฒน์ กรรมการสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ซึ่งทั้งสองท่านได้เล่าเรื่องราวที่ทำให้ผมมองเห็นว่า “สิ่งที่เรากำลังจะร่วมมือกันต่อไปนั้น มันอาจจะเป็นทางออกปัญหาของประเทศไทยขณะนี้…ก็เป็นได้”
ท่านผู้อ่านคงเดาว่า ผมกำลังจะวิจารณ์การเมืองใช่ไหม…จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิงนะครับ
ผมเห็นว่าเพื่อนๆ นักออกแบบส่วนใหญ่อาจเพียงแต่ใฝ่ฝันที่จะสร้างงานให้เป็นที่ยอมรับ และแข่งกันก้าวไปอยู่แถวหน้า แต่อาจจะไม่เคยรู้ว่า…พวกเราจะเข้ามามีบทบาทร่วมสร้างสรรค์สังคมได้อย่างไร
การพูดคุยกับท่านภราเดช และคุณวิมลในครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยเปรยๆ ถึงโครงการ ‘ออกแบบประเทศไทย’ ซึ่งทำให้ผมทะลุมิติมุมมองการออกแบบ เพื่อการเชื่อมโยงให้คนในวิชาชีพมารวมตัวกัน ‘สร้างสรรค์ประเทศ’ ด้วยกระบวนการด้านการออกแบบงานสถาปัตยกรรมและการผังเมืองนั่นเอง
ท่านทั้งสองได้สะท้อนถึงกระบวนการปฏิรูประบบผังเมืองที่มีปัญหาสั่งสมมานานแล้ว ซึ่งมี 2 ระดับด้วยกัน คือ
1.ไม่มีนโยบายจากระดับบนลงล่าง ทั้งตัวแผนงาน โครงสร้างการบริหารจัดการ และกฎหมาย ในอันที่จะทำให้เกิดการบูรณาการแผนทางกายภาพร่วมไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
โดยแผนระดับนโยบายต้องคำนึงถึงศักยภาพและข้อจำกัดด้านทรัพยากรของชาติทั้งหมด ที่จะต้องวางแผนจัดสรรและรองรับการวางแผนการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง ให้สอดคล้องกับการเติบโตของประชากร เศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณูปโภค เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และถ่ายทอดออกมาเป็นแผนระดับภาค ระดับพื้นที่เป็นลำดับ ให้เป็นกรอบวางแผนพัฒนาในระดับต่างๆ ตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ จนขยายวงกลายเป็นการบูรณาการกันในภาพรวมทั้งประเทศ
ในระดับนโยบาย คณะกรรมการวิสามัญศึกษาการผังเมือง วุฒิสภา กำลังผลักดันร่างกฎหมายและคณะกรรมการนโยบายผังเมืองระดับชาติ บูรณาการไปกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในด้านนิติบัญญัติ ก็จะผลักดันให้มีคณะกรรมาธิการสามัญด้านการผังเมือง ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
2.ไม่มีกระบวนการจากระดับล่างขึ้นบน ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติผังเมือง พุทธศักราช 2518 และแก้ไขเพิ่มเติม โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำหน้าที่กำกับดูแล ซึ่งทางกรมโยธาฯ กำลังเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ ในส่วนเจ้าของที่ดิน/ผู้ประกอบการ ก็พยายามเรียกร้องโอกาสในการพัฒนาที่ดิน ซึ่งหลายกรณีได้สร้างผลกระทบต่อสาธารณะและประชาชน ในส่วนประชาชนและชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการวางผังเมืองในระดับพื้นที่ จนเกิดต่อต้านร้องเรียนและฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
ทั้งนี้ ด้วยสาเหตุหลายประการ ทั้งกฎหมายที่มีช่องโหว่คือ ขาดกระบวนการรับรู้ การมีส่วนร่วมคิดร่วมวางผังและการออกข้อกำหนดไปด้วยกันตั้งแต่ต้นในลักษณะบูรณาการ (inclusive) อีกทั้งในกระบวนการวางผังเมืองยังขาดการสนับสนุนเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนด กฎหมาย งบประมาณ การพัฒนาความรู้ขีดความสามารถในการวางแผนดูแลจัดการ และขาดการประยุกต์ทฤษฎีหลักวิชากับภูมิปัญญาวิถีถิ่น โอกาสและศักยภาพ/ขีดความสามารถผู้คน ภูมิสังคมของท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
ทางกลับกันแต่ละชุมชนที่ต่อสู้เรียกร้อง ก็อาจจะคำนึงถึงเฉพาะแต่พื้นที่ของตนและปัญหาที่กระทบในลักษณะ NIMBY (not in my backyard) ขาดการมองอย่างบูรณาการกับส่วนอื่นๆ เพราะไม่มีกรอบและแผนประเทศ ระดับภาค ระดับพื้นที่ ขาดองค์ความรู้ด้านการวางผังและแผนพัฒนาที่บูรณาการกับความรู้ภูมิปัญญาวิถีถิ่น
จะเห็นว่า ปัญหาทั้งสองระดับนี้ จะมีมากขึ้นและขัดแย้งกันมากขึ้น จากโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการผันน้ำแก้อุทกภัย อัตราเร่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเก็งกำไรที่ดิน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปการตั้งถิ่นฐานและการผังเมืองของประเทศ
สมาคมสถาปนิกผังเมืองในฐานะที่เป็นสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้างต้น มีความประสงค์จะขับเคลื่อนแนวคิดในการปฏิรูประบบผังเมือง พร้อมยินดีที่จะเรียนรู้และร่วมมือกับทุกฝ่าย ตามแนวทาง ‘สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ ของ นพ.ประเวศ วะสี
โดยสามเหลี่ยมมุมแรกสร้างปรัชญาองค์ความรู้ในฝ่ายวิชาการและบุคลากรในวงการ จากนั้นก็ให้ความรู้ทำการขับเคลื่อนจากฐานของชุมชนทั้งประเทศเป็นสามเหลี่ยมมุมที่สอง เมื่อประชาชนเข้าใจเห็นผลขยายตัวมากขึ้นไปกดดันภาคนโยบายมุมยอดของสามเหลี่ยม (ฝ่ายราชการและการเมือง) ที่จะต้องสนองความต้องการของประชาชน สามเหลี่ยมการปฏิรูปก็จะขยับ
โดยหัวใจของความสำเร็จ คือ ‘กระบวนการสื่อสาร’ ที่จะดึงทุกฝ่ายเข้ามาเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายในการออกแบบเมืองที่จะอยู่ร่วมกัน ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขสงบสันติ สวยงามน่าอยู่ อย่างมีอัตลักษณ์จากรากเหง้าของท้องถิ่น ซึ่งเป็นภารกิจในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
แน่นอนว่า ผมในฐานะสื่อมวลชนด้านการออกแบบและคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้แล้ว ผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมกับสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย และสังคมไทย เพื่อนำไปสู่กระบวนการ ‘ออกแบบประเทศไทย’ ที่จะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
.......................................
(หมายเหตุ ถึงเวลา…ออกแบบประเทศไทย : คอลัมน์ อยู่สบาย โดย... ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง)



