ไลฟ์สไตล์

'เปิดใจ-ให้เวลา' ยาชั้นดีบ้านมีสุข

'เปิดใจ-ให้เวลา' ยาชั้นดีบ้านมีสุข

14 เม.ย. 2557

'เปิดใจ-ให้เวลา' ยาชั้นดีบ้านมีสุข : เรื่อง...ชาญยุทธ ปะวะขัง // ภาพ...วรวิทย์ พุ่มพวง

 
                         "...ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไปเลยอย่าทำนะลูก ไม่ดีไม่เอา คุยกันเหมือนเพื่อน มีอะไรก็เล่าให้ฟัง จะได้ไม่มีเส้นกั้นระหว่างวัย..."
 
 
                         นับวันครอบครัวไทยจะกลายเป็น "ครอบครัวเดี่ยว" มีเพียงพ่อแม่ลูก ใช้ชีวิตเว้นระยะห่างจากปู่ย่าตายายหรือญาติพี่น้องเข้าไปทุกที ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ ที่แต่ละคนต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด...ทว่าหลายครอบครัวไม่นิ่งเฉย เปิดใจรับแล้วปรับตัวให้สอดคล้อง ดังเช่นบ้านหลังนี้ ที่แม้สมาชิกจะออกเรือนกันหมดแล้ว แต่สายสัมพันธ์ในเครือญาติยังคงเหนียวแน่น โดยมีเสาหลักอย่าง "ท่านภี" ม.จ.ภีศเดช รัชนี ส่งความรักมายังลูกสาว "คุณหญิงนาว" ม.ร.ว.ดัจฉราพิมล รัชนี ก่อนจะหยิบยื่นต่อให้ลูกหลานที่กำลังสร้างครอบครัวให้แข็งแรง
 
                         ทุกปีเมื่อถึงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ไทย "เหมียง" วิมลภัทร์ เปี่ยมพงศ์สานต์ หลานสาวคนโตของบ้าน จะเป็นโต้โผสำคัญนัดแนะน้องๆ "ทัก" สุบดี และ "แอม" เดชชัย ตุงคนาค ไปรวมตัวกันที่ศูนย์กลางความรัก "วังประมวญ" ที่ประทับของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ต้นราชสกุล "รัชนี" หรือที่ทุกคนในบ้านเรียกขานง่ายๆ ว่า "บ้านประมวญ" ย่านสีลม แต่ปีนี้ขออบอุ่นสองเท่า ด้วยกิจกรรมเสริมรวมญาติเล็กๆ ภายในห้องชุดบนชั้น 33 เดอะ เมท คอนโดมิเนียม ริมถนนสาทรใต้ โดยเหมียง เจ้าของบ้าน อุ้มท้องลูกสาวคนแรกได้ 5 เดือน ควงสามี "ตู่" ดร.ธนาดล เปี่ยมพงศ์สานต์ น้องสะใภ้คนกลาง "แนน" ชนระดี กับหลานๆ "น้องปูนุ่ม" สุฤดี และ "น้องข้าวตัง" บุญธัช ตุงคนาค รับคุณแม่ (คุณหญิงนาว) มา "รดน้ำดำหัว" ขอพรเป็นสิริมลคลชีวิตรับปีใหม่ภายใต้บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้มอิ่มอุ่น
 
                         "ตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่า ช่วงสงกรานต์ต้องพากันไปรดน้ำคุณชวด จากนั้นก็เอารถกระบะบรรทุกน้ำไปเล่นสาดกันแถวสีลม หรือไม่ก็ขึ้นไปเชียงรายเลย..." ลูกชายคนกลางของคุณหญิงนาว เปิดประเด็น ก่อนที่ลูกสาวหัวปีจะเสริมว่า ปีที่แล้วรดน้ำท่านตา (ม.จ.ภีศเดช รัชนี) กับคุณยาย (ท่านผู้หญิงดัชรีรัช รัชนี) ที่บ้านประมวญ ตอนนั้นคุณยายยังแข็งแรง นอกจากทุกครอบครัวจะไปกัน ยังมีพนักงานร้านกัลปพฤกษ์ (กิจการครอบครัว) ร่วมรดน้ำด้วย 40 กว่าคน
 
                         ถือเป็นเทศกาลวันรวมญาติครั้งใหญ่ปีละครั้งหรือสองครั้ง แต่หากเป็นช่วงเวลาปกติที่แต่ละคนแยกกันอยู่ คุณหญิงนาว แม่ใหญ่ของบ้าน เล่าว่า ส่วนใหญ่ยึดวันอาทิตย์เป็นสำคัญ มีกิจกรรมทำอาหารปิ้งย่างของโปรดของทุกคน บ่อยครั้งที่ลูกสาวคนโตจะแวะไปรับที่บ้านเพื่อไปหาหลานๆ ส่วนครอบครัวลูกชายคนเล็ก พอลูกๆ (น้องธิตินันท์-น้องยศบดี ตุงคนาค) เริ่มโตเป็นวัยรุ่นก็ต้องหากิจกรรมให้ลูกทำ ส่งไปเรียนพิเศษ เรียนไวโอลิน ขี่ม้า จึงหาวันว่างที่จะมารวมญาติได้ค่อนข้างยาก 
 
                         กระนั้น ความห่างก็ไม่ใช่อุปสรรคของความรัก ถามถึงสไตล์การอบรมเลี้ยงดูลูกๆ คุณหญิงนาวนิ่งนึกสักพักก่อนจะเอื้อนเอ่ยว่า...นึกไม่ออก (ฮา) ก็เลี้ยงไปตามธรรมชาติ ก่อนจะหันกลับไปถามลูกๆ ว่า พ่อแม่ดุไหม ทันใดเหมียงชิงตอบก่อนเพื่อน..."ตอนเด็กๆ แม่มักจะเอาไม้พายตีพวกเรา เป็นอาวุธใช้กำราบลูกๆ เพราะแม่นาวชอบทำเค้กก็จะมีไม้พายใกล้มือ ใครดื้อโดนตีแน่ๆ มีไม้พายเป็นร้อย ยังเคยคุยกับเพื่อนเลยว่า โดนตีด้วยไม้พาย สะท้อนว่าลูกๆ ดื้อจริงๆ ยอมรับเลย..." ผู้บริหารรุ่นใหม่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บอกปนอารมณ์ขัน 
 
                         "ลูกสามคนนิสัยไม่เหมือนกัน อย่างเหมียงเขาเรียนดี แต่ไม่ชอบท่องหนังสือ ก่อนสอบวันเดียวท่องเดี๋ยวนั้นไม่กินไม่นอน แต่เราไม่ต้องห่วง เชื่อว่าเขาทำได้..." คุณหญิงนาว เล่า แล้วเปิดโอกาสให้ลูกสาวขยายความต่อว่า จริงๆ ไม่ใช่คนติดเรียนขนาดนั้น ที่เห็นจบนั่นนี่มากมายก็เพราะอยากรู้ถึงเรียน ซึ่งคุณแม่กับคุณยายคอยสนับสนุนตลอด อยากเรียนอะไรก็เรียนไป ล่าสุดตัวเองอยากรู้ด้านประชาสัมพันธ์ ก็ไปลงเรียนและทำงานไปด้วย ขณะที่ลูกชายคนรองเผยทำนองเดียวกันว่า ไม่เคยถูกบังคับเรื่องเรียน ซ้ำคุณแม่เห็นว่าชอบวาดเขียนก็สนับสนุนส่งไปเรียนพิเศษ และกวดวิชา เช่นเดียวกับพี่สาวที่ได้รับการส่งเสริมทำกิจกรรมยามว่าง ทั้งบัลเลต์ ทำขนม 
 
                         "ทุกวันนี้ ถึงลูกๆ จะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วก็ยังไม่หมดห่วง กลายมาเป็นห่วงหลานแทน ลูกยังไม่ห่วงเท่าหลาน อย่างนั่งรถกลัวประตูจะหนีบ หรือเปิดรถแล้วจะวิ่ง รถจะชน ห่วงไปซะหมด..." แม่ใหญ่ของบ้าน เผยถึงความห่วงที่ไม่เคยหมดสิ้น
 
                         เรื่องความรักความเข้าใจของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาอย่างไม่สิ้นสุดนี้ "เหมียง" อาสาเล่าเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วท่านตาไม่ได้สอนเรื่องความรักโดยตรง หรือบอกว่ากำลังทำอะไร ตัวเองเห็นท่านตาทำงานตั้งแต่เกิด พอมาถึงรุ่นลูกหลานจึงเต็มใจสานต่ออย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่อยากทำงานถวายพระเจ้าอยู่หัว โดยที่ท่านตาไม่เคยบังคับหรือบอกว่าใครต้องทำอะไร แม่นาวเสริมว่า ท่านพ่อเป็นคนติดดิน หนักเอาเบาสู้ ตั้งแต่มีโครงการหลวงใหม่ๆ ถนนยังไม่ตัดขึ้นบนดอย ท่านจะแบกเป้ (ที่ซื้อตัวเองซื้อให้จากฝรั่งเศส) เอาอาหารใส่เป้ไปนอนค้างบ้านชาวเขา ทำงานบนดอย จนในที่สุดผลงานก็ออกมา ชาวเขามีพืชผลสร้างรายได้แทนที่จะปลูกฝิ่น 
 
                         "ส่วนใหญ่ที่พวกเราได้จากท่านพ่อคือ เรื่องความไม่ฟุ้งเฟ้อ ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ปิดทองหลังพระ จริงๆ บ้านเราไม่มีเหตุการณ์อะไรประทับใจเป็นพิเศษ เพราะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อีกอย่างไม่ค่อยได้ไปเที่ยวครบทุกคนในครั้งเดียว อย่างอ่างขางตอนลูกเล็กๆ จะไปบ่อย แต่ทุกวันนี้แต่ละคนมีหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบเยอะ การจะรวมตัวกันแล้วมีกิจกรรมน่าประทับใจเลยยาก หรืออย่างการมอบสิ่งของให้กันก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ จะมีก็เหมียงที่ชอบเขียนการ์ดอวยพรให้แม่ วัตถุสิ่งของไม่เน้น เน้นให้ความรักความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่า" คุณหญิงนาว เล่า 
 
                         "ทุกวันนี้ เชื่อไหมว่า พี่ตู่ (ดร.ธราดล) จะซื้อของขวัญให้คุณแม่ ก็ถามแทบตาย คุณแม่จะบอกไม่เอาๆ จริงๆ พวกเราอยากให้บ้าง อยากให้แม่ได้อะไรที่อยากได้ แล้วเหมียงก็เดาเอาเป็นหนังสือเย็บปักถักร้อยไหม สรุปก็ยังไม่เอา คือคุณแม่แค่อยากให้เป็นลูกที่ดี ตั้งใจทำงาน เป็นคนดีของสังคม ประสบความสำเร็จใจชีวิตก็พอแล้ว ขอให้เป็นคนดี สมมุติมีใครมาว่าแล้วพวกเราเล่าให้ฟังแม่ก็จะบอกเฉยไว้ ยิ่งโกรธยิ่งทุกข์ สรุปคือสิ่งที่แม่สอนนั่นแหละคือสิ่งที่แม่ให้เรา เหมือนกับท่านตาที่เน้นการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดี..." หลายสาวคนโตของบ้าน สารภาพความในใจ
 
                         เห็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวทุกวันนี้ที่เกิดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีลูกฆ่าพ่อแม่ สามีฆ่าภรรยา หรือแม่ทำร้ายลูก จึงอดที่จะสอบถามอารมณ์ของบ้านนี้ว่าคิดเห็นอย่างไร เริ่มจากคุณแม่รุ่นลายคราม ยอมรับว่า ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีอยู่จริงในโลก เหมือนภาพในหนังในละครมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ขณะเดียวกันเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ทำให้อยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่กดดันลูกให้สามารถฆ่าพ่อแม่และพี่น้องได้เพียงนี้ ขณะที่ลูกชายคนรอง บอกรู้สึกตกใจ สังคมสมัยใหม่เลยเถิดไปไกลมาก อาจเกิดจากการเลียนแบบในหนังแล้วรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้...นิ่งคิดครู่ใหญ่ ก่อนที่ "เหมียง" ว่าที่คุณแม่ป้ายแดง จะให้ความเห็นว่า เกราะที่จะป้องกันเรื่องนี้ได้คือ "เวลา" เท่านั้น 
 
                         "เหมียงไม่ทราบว่า ครอบครัวที่เป็นข่าวเป็นอย่างไร แต่การมีเวลาดูแลให้ความใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ คือถ้าเราปล่อยให้ลูกดูทีวี เปิดทีวีให้เลี้ยงลูกแทนแล้วไปทำงาน หรือให้คนอื่นเลี้ยง โดยเราไม่มีเวลาพูดคุยกับลูกมากพอ ปัญหาครอบครัวเกิดขึ้นแน่นอน อย่างกรณีนี้เด็กคนนั้นอาจจะเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าความรักในครอบครัว ถ้าเป็นเราคงไม่มีอะไรสำคัญกว่าความรักความผูกพันกันและกัน ตอนนี้ลูกสาวใกล้คลอดแล้ว รู้สึกห่วงเรื่องความปลอดภัย แล้วก็เรื่องการศึกษา อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี วางแผนกันแล้วว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน สามีเป็นคนชอบวางแผนก็จะคิดไปไกลเลย แต่ไม่บีบบังคับลูกนะ กลัวเขาเครียด จริงๆ แค่ให้มีความรู้ เอาตัวรอดได้ก็โอเคแล้ว" ภรรยาพูดจบ คุณสามีเสริมทันทีว่า จะเน้นให้การศึกษา แต่ให้ลูกเรียนไปมีความสุขไปด้วย
 
                         "ความรัก ใกล้ชิด เปิดเผย จริงใจ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไปเลยอย่าทำนะลูก ไม่ดีไม่เอา คุยกันเหมือนเพื่อน มีอะไรก็เล่าให้ฟัง จะได้ไม่มีเส้นกั้นระหว่างวัย..." คุณหญิงนาว ฝากเคล็ด (ไม่) ลับการประคับประคองครอบครัวที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ดีพอกัน...
 
                         เสร็จสรรพลูกหลานก็รับพรอันประเสริฐสุด นั่นคือ "พรจากพระในบ้าน" แล้วกำนัลผู้หลักผู้ใหญ่ด้วยผ้าไหมผืนงามตามประเพณีที่สืบทอดกันมา...
 
 
 
 
-------------------------
 
('เปิดใจ-ให้เวลา' ยาชั้นดีบ้านมีสุข : เรื่อง...ชาญยุทธ ปะวะขัง // ภาพ...วรวิทย์ พุ่มพวง)