
'ตู้ตั๋วแตก' ในการบรรยาย 'อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน'
12 เม.ย. 2557
ตึกแถว + อพาร์ตเมนต์ไม่บาน : 'ตู้ตั๋วแตก' ในการบรรยาย 'อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน'
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน" ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ตู้ตั๋วแตก" อีกครั้งในการบรรยายของผมในหัวข้อ “การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน” ของ “บ้านไม่บาน” + “อาคารพาณิชย์ไม่บาน” + “โฮมออฟฟิศไม่บาน” ในสไตล์ “อกาลิโก” + “ไฮโซ” + “โลว์คอส” ใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จะว่าไปแล้ว เมื่อผมทราบกำหนดการที่ทาง “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ที่จัดให้บรรยายในวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยต่อสถานการณ์บ้านเมือง เพราะก่อนหน้าการบรรยาย 4 วัน คือ วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม มีการนัดชุมนุมใหญ่ของ “มวลมหาประชาชน" และหลังการบรรยาย 1 วัน คือ วันเสาร์ที่ 5 เมษายน ก็มีการนัดรวมพล “คนเสื้อแดง" บริเวณถนนอักษะ ย่านพุทธมณฑล ถือว่าวันที่บรรยายนั้น อยู่ตรงกลางของความขัดแย้งพอดีครับ
สำหรับผมสังกัดพรรค “รักพระเจ้าอยู่หัว" เห็นใครทำดีต่อประเทศชาติก็ชื่นชม ใครทำไม่ดีต้องแสดงความเห็นคัดค้าน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย เพราะคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานอย่างผม ได้แต่บอกหลายๆ ท่านว่า แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติของคนไทยนั้น เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน เป็นเรื่องปกติ หากมองโลกแบบกลางๆ แท้จริงแล้วการเล่น “กีฬาสี” ก็เพิ่งมีมาไม่ถึง 10 ปี ช้าหรือเร็วก็ต้องเลิกเล่นกันแล้ว พอประเทศชาติสงบสักพักหนึ่งก็ต้องหาเรื่องทะเลาะกันใหม่ เป็นอย่างนี้มานานหลายร้อยปี มิฉะนั้นแล้ว “กรุงศรีอยุธยา” จะแตกได้ถึง 2 ครั้ง เพราะคนไทยไม่รู้รักษ์สามัคคีกันหรือครับ (ในปี พ.ศ.2112 และ พ.ศ.2310) ประวัติศาสตร์ก็ได้สอนเราว่า เรามักทำผิดซ้ำๆ เสมอ แต่ในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์สอนเราว่า หากเกิดวิกฤติจนถึงขีดสุดแล้วไม่เคยสิ้น “คนดีศรีรัตนโกสินทร์” ที่จะออกมากอบกู้ชาติบ้านเมืองครับ
ในการบรรยายของผมที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ในครั้งนี้ สิ่งที่ผมภูมิใจที่ได้ทำคือ ได้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน" ได้เตือนสติให้ชาว “คนรักบ้าน" รู้ว่า แท้จริงแล้วสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม รุนแรงหนักหนาสาหัสอย่างไร ตลอดจนวิกฤติการเปิด “AEC” เสรีอาเซียน ที่หลายท่านบอกว่า น่าจะเป็น “โอกาส" แต่ผมได้ฟันธงในการบรรยายว่า เป็น “วิกฤติ” เสียมากกว่า เพราะเราไม่พร้อมที่จะเปิดประตูรับบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนให้มาทำการค้าเสรีในบ้านเรา
คิดง่ายๆ ครับว่า คน “ไทย” สามารถสื่อสารเป็นภาษา “อังกฤษ” ซึ่งเป็นภาษากลางของการติดต่อค้าขาย ทำธุรกิจธุรกรรมได้เพียงไม่ถึง 8% หมายความว่า นักธุรกิจของไทย 100 คน สามารถสื่อสารได้เพียง 8 คน ในขณะที่ “สิงคโปร์” ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการอ่าน เขียน และเรียน เท่านี้ก็สู้เขาไม่ได้แล้วครับ จะมีประโยชน์อะไรที่ท่านอาจจะเป็นคนเก่งแสนเก่งระดับอัจฉริยะ แต่ท่านกลับเป็นใบ้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใครได้ นอกจากนี้ เรายังไม่ “รู้เขารู้เรา" คงต้องยอมรับนะครับว่า เรารู้ข้อมูลต่างๆ ของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนน้อยมาก
ผมได้ยกคำถามง่ายๆ ในการบรรยายว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า นายกรัฐมนตรีของ “ลาว" หรือ “เวียดนาม" ชื่ออะไร แค่นี้ก็จบเห่แล้วครับ นี่ไม่นับถึงชื่อรองนายกฯ หรือ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของบรรดาประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เราจำเป็นที่จะต้องติดต่อค้าขายกัน ผิดหลักสำคัญที่สุดในตำรับพิชัยยุทธ์ของ “ซุนหวู่" ที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แต่ในสถานการณ์จริงๆ มีแต่ “เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา” ขืนดื้อดึงรบไปก็มีแต่พ่ายแพ้ ยิ่งสังคมไทยยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาะเบาะแว้งแย่งชนะ ไม่ “รู้รักษ์สามัคคี" ก็เท่ากับว่าคนไทยกำลังต่อสู้ทั้งศึกนอกศึกในไปพร้อมกันครับ
ในการบรรยายผมได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ทั้งแนวคิดของ “ตะวันออก" และ “ตะวันตก" ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ และการเตรียมตัวเปิดทาง “ถอย” เมื่อสถานการณ์คับขัน โดยเริ่มตั้งแต่แนวคิดของ “เล่าจื้อ” และ “ขงจื้อ” ซึ่งปราชญ์ 2 ท่านก็ได้ทิ้งข้อคิดไว้เมื่อ 2,500 ปีล่วงมาแล้ว และก็ยังใช้จนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น “เล่าจื้อ" ที่ได้ทิ้งผลงานที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีร์ “เต๋าเต็กเก็ง" หรือ “เต้าเต๋อจิง" อันเป็นคัมภีร์ที่มีอักษรจีน 5,000 อักษร ที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดของผมมาก โดยเน้น “คุณธรรม” และความ “กลมกลืน" ของการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
นอกจากนั้น ผมยังยก “ศาสตร์ทั้ง 4 แขนง" ของ “ขงจื้อ" ที่ครอบคลุมทางด้านวัฒนธรรม ความประพฤติ,ความจงรักภักดี, ความซื่อสัตย์ ก็ยังเป็น “ราก” ความคิดของคน “จีน” ที่ทำให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง เช่น ศาสตร์ทางด้านวัฒนธรรมที่ “ขงจื้อ" เน้นการเคารพบรรพบุรุษ พิธีกรรมโบราณ นึกถึงผู้อาวุโส และที่ประทับใจของผมก็คือ การไม่ยึดติด หรือ ละอายที่จะหาความรู้จากคนที่ด้อยศักดิ์กว่าหรือแม้แต่คนที่อายุน้อยกว่าและผมยังได้พูดถึง 8 หลักการ พื้นฐานในการเรียนรู้ อันประกอบไปด้วย
หลักการที่ 1 คือการสำรวจตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน ให้เข้าใจ เข้าถึงเสียก่อน ก่อนที่จะคิดพัฒนากิจการงานใด
หลักการที่ 2 การขยายพรมแดนของความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ทำให้เป็นสังคมของการเรียนรู้ไม่รู้จักจบสิ้น
หลักการที่ 3 คือ ความจริงใจต่อสิ่งที่กำลังจะทำ
หลักการที่ 4 การแก้ไขดัดแปลงตนเอง แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
หลักการที่ 5 คือ การเพาะบ่มความรู้ให้เติบโตงอกงามทั้งการวิเคราะห์ และการสังเคราะห์
หลักการที่ 6 เป็นคนดีมีจริยธรรม เคารพกฎกติกาบ้านเมือง
หลักการที่ 7 การมุ่งมั่นทำนุบำรุง ดูแล สังคมและประเทศชาติ
หลักการที่ 8 การนำความสงบ สันติ มาสู่สังคม สู่ประเทศชาติ
ทั้ง 8 ข้อ เป็น 8 หลักการของการเรียนรู้ที่ “ขงจื้อ" ได้เคยทิ้งไว้เป็นแนวทาง นอกจากนั้น ผมยังได้พูดถึงข้อคิดของ “ซุนหวู่” ศาสตร์ทางพิชัยสงครามที่มีอายุนับ 1,000 ปี ที่ว่าด้วยหลักการเลือก “ชัยภูมิ" และหลักการรบแบบ “รู้เขา รู้เรา" โดยรู้ทั้งกำลังตัวเองและกำลังข้าศึกว่ามีมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเลือกยุทธวิธีในการรบ เลือกสมรภูมิที่จะรบ เลือกเวลาและสถานที่ที่ทำการรบ รวมถึงการเปิดทางถอย เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่คับขัน เป็นการ “ถอย” เพื่อจะรุกรบอีกครั้ง
พื้นที่หมดครับ เอาไว้ต่อคราวหน้า เพราะเนื้อหาสาระของการบรรยายแบบ “มาราธอน" เกือบ 6 ชั่วโมง โดยเริ่มจากบ่าย 2 โมง ไปเสร็จเกือบ 2 ทุ่ม ก็ต้องขอคารวะบรรดาแฟนๆ เกือบ 300 ท่าน ที่ยืนหยัดไม่ลุกไปไหน ทำให้ผมเกิดความเชื่อว่า สังคมไทยจะไม่เป็นไร จะอยู่รอดปลอดภัย หากยังเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ยังแสวงหาความรู้ ไม่เป็น “น้ำเต็มแก้ว" สำหรับท่านที่พลาดโอกาสก็ไว้ติดตามการบรรยายของผมในครั้งหน้าที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" ใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" ครั้งหน้าครับ



