
จักสานหวายฟื้นรายได้บ้านห้วยเกรียบ
13 เม.ย. 2557
ถิ่นไทยงาม : จักสานหวาย ฟื้นรายได้บ้านห้วยเกรียบ
หวาย... เครื่องจักสานที่ทำจากหวาย ที่มีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าฝ่ามือ จำพวกของที่ระลึกเป็นรูปทรงเครื่องมือทำมาหากิน ไปจนถึงขนาดใหญ่โต เป็น เก้าอี้เอนนอน กระบุง ตะกร้า ที่เคยเห็นหน้าตามาแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวนี้เครื่องจักสานประเภทนี้ก็ยังไม่หมดไป แถมยังพัฒนารูปแบบหลากหลาย
แหล่งผลิตเครื่องจักสานหวายแหล่งใหญ่ก็ต้องเป็นที่ บ้านห้วยเกรียบ ซึ่งอยู่เลยแยกทางเข้า อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปราวๆ 4 กิโลเมตร (ถ้าขาขึ้นจากชุมพร ก็จะถึงก่อนแยกบางสะพาน) จะเห็นร้านขายเครื่องหวายอยู่ริมถนนเป็นแถว มีสารพัดรูปแบบให้เลือกซื้อหามาใช้สอย
ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากอพยพมาจาก จ.นครศรีธรรมราช โดยส่วนหนึ่งอพยพมาจากแหลมตะลุมพุกหลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2505 ซึ่งพวกเขามาพร้อมกับภูมิปัญญาของการทำเครื่องจักสาน ประกอบกับพื้นที่มีแหล่งหวายเยอะมาก จนสามารถนำมาทำเครื่องจักสานใช้สอย หารายได้เลี้ยงครอบครัว
"พี่ปอ" จันทรัตน์ ยกเอียด เลขานุการกลุ่มจักสานบ้านห้วยเกรียบ และเป็นคณะกรรมการเครือข่ายประเภทของใช้โอท็อประดับประเทศภาคกลาง บอกว่า เมื่อก่อนแถบบ้านหวยเกรียบเป็นดงหวาย ซึ่งชาวบ้านที่ย้ายมามีภูมิปัญญาอยู่แล้วเรื่องสานกระจูด ก็เลยนำมาปรับใช้ทำเครื่องหวาย จนปัจจุบันมีชาวบ้านที่อยู่ในโครงการผลิตและจำหน่ายเครื่องหวายประมาณ 50 คน แบ่งเป็นฝ่ายผลิตราวๆ 20 คน อีกส่วนก็ขาย คือรับซื้อผลิตภัณฑ์นั้นมาแล้วเอามาเปิดร้านวางขายหรือไปออกงาน รูปแบบของผลิตภัณฑ์ก็พัฒนาไปตามคำแนะนำของลูกค้าบ้าง ไปเรียนรู้เพิ่มเติมบ้าง แต่ถ้ามีงานออเดอร์ก็จะคัดเลือกมือดีมาช่วยกันทำ จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชน ล่าสุดในปีนี้ มีเงินเหลือหมุนเวียนมาปันผลให้สมาชิกไม่น้อยกว่า 3 แสนบาท แล้วยังมีเงินเก็บออมไว้ในธนาคารอีกส่วนหนึ่ง
"เมื่อก่อนหวายไม่ต้องซื้อ แต่เดี๋ยวนี้ต้องซื้อ และส่วนหนึ่งก็เช่าพื้นที่ป่าไม้ 200 ไร่ เพื่อปลูกหวายหมุนเวียนตัดมาใช้ กว่าจะตัดได้ก็ต้องรอ 15 ปี พอหวายไม่พอก็ต้องซื้อ และหวายบางประเภทก็นำเข้าจากพม่า เช่น หวายขนุน หวายแว่น ที่บ้านเราไม่มี เพราะปกติงานชิ้นหนึ่งจะใช้หวาย 3-5 ชนิด เป็นหวายขึ้นรูปหรือโครงร่าง และหวายสำหรับถักทอ" พี่ปอ เล่าให้ฟัง
หวายที่นำมาใช้ จึงมีทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ หลากหลายสี แต่ที่เด่นๆ ของพื้นที่ คือ หวายดำที่เรียกว่าหวายชุมพร ซึ่งเป็นหวายในพื้นที่ทั่วไปในภาคกลาง ส่วนบ้านห้วยเกรียบจะมีหวายหอม
ปี 2553 หวายขาดตลาด ที่ปลูกไว้ยังตัดไม่ได้ เลยต้องลองเอาวัสดุอย่างอื่นมาผสม เริ่มตั้งแต่ขนไก่ แต่ก็ไม่ได้เรื่อง ทำไปทำมา จนมาเจอขนเม่น ที่มันสลัดทิ้งก็เก็บเอามาลองทำ ตอนแรกขายไม่ได้ ต้องวางขายข้างถนนใบละ 200 บาท แต่ทำไปทำมาตอนนี้ราคาปาเข้าไป 3,000 บาท++ แล้ว
"ตะกร้าและกระจาดขนเม่น ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้สักใบ เป็นงานที่ต้องอดทน มือคนทำเครื่องหวายจะหยาบกร้าน แต่งานหวายก็โดดเด่นที่สุดของหมู่บ้าน เพราะสร้างรายได้ดี บางคนส่งลูกหลานไปเรียนถึงต่างประเทศกันแล้ว จริงๆ ก็นึกน้อยใจ มีคนขับรถมาจอดแล้วก็ต่อว่าหาว่าเป็นพวกทำลายธรรมชาติ" พี่ปอ เล่าไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี แม้จะบอกว่า บางครั้งก็นึกน้อยใจ ชาวบ้านอย่างเราๆ จะเอาอะไรกิน ร่ำเรียนก็ไม่ได้สูงเหมือนพวกเขา แล้วตอนนี้เราก็ปลูกหวายขึ้นมาทดแทน
ถึงวันนี้ เครื่องหวายเหมือนลดน้อยลงไป เพราะมีวัสดุอื่นๆ เข้ามาแทนที่ แต่อารมณ์ของการได้สูดกลิ่นไม้หวาย บรรยากาศของเครื่องเรือนแบบไทย ก็ยังทำให้หลายคนถวิลหาเครื่องใช้ไม้สอยที่ทำจากหวาย
เครื่องหนังไม่มีวันตายยังไง เครื่องหวายก็อยู่ยืนยงได้ไม่แพ้กัน



