ไลฟ์สไตล์

ชวนชิม : กินให้หายร้อน

ชวนชิม : กินให้หายร้อน

13 เม.ย. 2557

ชวนชิม : กินให้หายร้อน

 
                         ความแยบคายของคนโบร่ำโบราณในบรรเทาความร้อนซึ่งยังคงส่งต่อมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานก็เห็นจะมีแต่ "ข้าวแช่" นี่แหละชัดเจนที่สุด เพราะยังคงมีให้ชิมอยู่หลากสูตรหลายตำรับ โดยภาพรวมหน้าตาคล้ายๆ กัน จะต่างกันตรงที่เทคนิกเล็กๆ น้อยๆ....ว่าแล้ว วันสงกรานต์ปีนี้ขอพาไปชิม ข้าวแช่ สูตรเฉพาะของ "จิม ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ แอนด์ เลานจ์" ถนนสุรวงศ์ และอาหารไทยในช่วงเทศกาลร้อนๆ อีกสองสามจาน...
 
                         ภายในร้านได้รับการตกแต่งในบรรยากาศล็อบบี้ของคลับสไตล์โคโลเนียล ประดับประดาด้วยโคมไปย้อนยุคให้แสงรำไร โอบล้อมด้วยหน้าต่างบานใหญ่สลับกับผนังกรุไม้งามสง่าบนพื้นปูนหินอ่อน โดยไม่ลืมหยิบเอาผ้าทอ ผ้าพิมพ์อันเป็นสัญลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน มาตกแต่งไว้อย่างลงตัว ส่วนพื้นที่เปิดให้บริการนั้นรับลูกค้าได้เต็มที่ไม่เกิน 80 ท่าน แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนห้องอาหารหลักด้านล่าง โซนเล้าจน์บริเวณชั้นลอย และโซนเอาท์ดอร์แบบไซด์วอร์ค เซตติ้ง ด้านนอกร้าน ทว่าในยามที่อากาศจะทะลุ 40 องศา ขอพาตัวเองเข้าไปนั่งตากแอร์เย็นฉ่ำเป็นอันดับแรก ก่อนจะเรียกหาจานอร่อยมาช่วยดับร้อนเป็นคำรบที่สอง
 
                         เมื่อปล่อยให้ตาดื่มด่ำกับบรรยากาศจนอิ่มเอมไปแล้ว ก็ปล่อยให้ปากท้องได้ทำหน้าที่กันบ้างล่ะ สุธิดา อังกินันท์ ผู้จัดการแผนกจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ชี้ชวนให้ชิม "ข้าวแช่ ตำรับ จิม ทอมป์สัน" กันก่อนเลย เอกลักษณ์อย่างแรก คือการรวมข้าว 3 สี ได้แก่ สีม่วงดอกอัญชัน สีน้ำตาลจากข้าวกล้อง และสีขาวข้าวหอมมะลิ ด้วยการผ่านกรรมวิธีขัดๆ ทำให้สีข้าวแต่ละชนิดไม่ออกมาปะปนกัน แม้จะรวมไว้ในถ้วยเดียวกันก็ตาม ส่วนอีกหนึ่งความต่างจากข้าวแช่ตระกูลอื่นนั่นคือ ของร้านนี้เขาแอบเติมความเย็นให้น้ำลอยดอกมะลิด้วยน้ำแข็ง เพื่อความแน่ใจว่าตักเข้าปากเมื่อใดได้รับความสดชื่นชัวร์ สำหรับเครื่องเคียงไล่เรียงตั้งแต่ "ลูกกะปิทอด" ก็มีทีเด็ดตรงที่เลือกใช้กะปิชั้นดีคลุกเคล้าตะไคร้ กระชาย เนื้อปลา นอกจากนี้ยังมี "พริกหยวกสอดไส้กุ้ง-ไก่", "หัวหอมสอดไส้ปลากรอบและกุ้งแห้ง", "ไก่สับต้มปลาอินทรีย์", "เนื้อเค็ม หรือ หมูฝอยผัดหวาน" (เลือกตามถนัด) และ ผักกาดเค็มผัวหวาน ทานคู่กับสารพัดผักแนมหรือผลไม้สดรสเปรี้ยวเพื่อตัดความเลี่ยน ตบท้ายด้วย "ข้าวเหนียวมะยงชิด" จานนี้อาจจะไม่ช่วยคลายร้อน แต่เป็นผลไม้ที่ออกมาในช่วงฤดูนี้พอดีจึงครีเอทให้เข้ากับซีซั่น
 
                         แม้จะเป็นร้านให้บริการอาหารตามแบบฉบับ อีส มีทส์ เวสต์ ผู้จัดการแผนกจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม การันตีว่า จานไหนขึ้นชื่อว่าอาหารไทยรสชาติก็ไม่ผิดเพี้ยน เช่นเดียวกันหากเป็นอาหารสไตล์ตะวันตกยังคงเอกลักษณ์ด้วยฝีมือเชฟต่างชาติ หรือหมวดอาหารฟิวชั่นก็ผสมผสานได้อย่างลงตัว...
 
                         "ข้าวผัดสมุนไพร" อู่ฟู่ไปด้วยเหล่าสมุนไพรซอยละเอียดยิบ อาทิ ตะไคร้ ใบมะกรูด ขิง พริกขี้หนู ผัดคลุกเคล้าเข้ากับข้าวและไส้อั่ว หนุ่มสาวรักสุขภาพถ้าได้ทดลองทานเชื่อว่าน่าจะถูกปาก เพราะนอกจากรสชาติกลมกล่อมแล้วยังให้ความรู้สึกอิ่มแบบเบาๆ สำหรับนักชิมที่ชื่นชอบรถชาติจัดจ้าน แนะนำให้เรียกหาจานลูกผสมอย่าง "เพนเน่ต้มยำกุ้ง" เส้นเพนเน่ราดด้วยต้มยำกุ้งน้ำข้นชนิดขลุกขลิก ยิ่งได้กุ้งกุลาดำเนื้อแน่นตัวโตเต็มคำปรุงด้วยรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตัดด้วยหวานเล็กๆ ช่วยให้รสชาติจัดจ้านเกินกว่ากระเพาะจะรับได้ และถ้าเกรงว่าจะไม่อิ่มจานนี้เสิร์ฟพร้อมขนมปังและเนยสดอีกด้วย ขอพูดถึงอีกหนึ่งจานลูกผสมระหว่างปลาเมืองนอกกับเครื่องปรุงไทยๆ "ลาบปลาแซลมอน" ประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันตักอาหารใส่ปาก กับความพิถีพิถันของพ่อครัวที่เลือกใช้กลีบบัวหลวงมาเป็นผักรองจาน ที่สำคัญสามารถหยิบขึ้นมาทานคู่กับลาบได้อย่างสบาย
 
                         ในส่วนของเครื่องดื่มนั้นมีให้เลือกทุกรูปแบบทั้งไม่มีแอลกอฮอล์ และมีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ฯลฯ แต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลดับร้อน ทางร้านจึงแนะนำ "น้ำอัญชันผสมมะนาว" เพิ่มความสดชื่น ย้ำว่าสดชื่นจริงๆ เพราะอันดับความจัดจ้านหย่อนสิบลงมานิดๆ เท่านั้น และถ้ากระเพาะยังพอรับได้ "ไอติมกะทิเสิร์ฟในมะพร้าวอ่อน" อีกสักถ้วยช่วยลดร้อนได้แน่นอน ...ในแต่ละวันทางร้านจะเปิดให้บริการ 3 ช่วง เช้าตั้งแต่ 09.00-11.00 น. กลางวัน 11.00-16.00 น. มื้อค่ำ 17.00-23.00 น. และถ้ากลัวว่าจะหลงทางหาไม่เจอหรือพลาดความอร่อยก็สามารถโทรศัพท์ไปสอบถาม-จองล่วงหน้าได้ที่ 0-2235-8931-2