ไลฟ์สไตล์

โครงการตามพระราชดำริสู่ความร่วมมือเกษตร'ไทย-อิสราเอล'

โครงการตามพระราชดำริสู่ความร่วมมือเกษตร'ไทย-อิสราเอล'

10 เม.ย. 2557

ทำมาหากิน : ยกต้นแบบโครงการตามพระราชดำริ สู่ความร่วมมือเกษตร 'ไทย-อิสราเอล' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 
                         อีกก้าวของภาคเกษตรไทย หลังสถานทูตไทยในอิสราเอลนำผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรดูงานโครงการพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยการเชื่อมประสานด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อันจะส่งผลต่อการขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรไทยในอิสราเอล 
 
                         สายเมือง วิรยศิริ ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการศึกษาดูงานของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของอิสราเอลในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 4 เมษายน 2557 ที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการประสานความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล ในการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของอิสราเอลในสาขาการบริหารจัดการน้ำ ดิน พืชสวน พืชไร่ และปศุสัตว์เข้ามาศึกษาดูงานการพัฒนาการเกษตรในโครงการพระราชดำริ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การพัฒนาด้านการเกษตรระหว่างกัน 
 
                         "เทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ต้องถือว่าอิสราเอลเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรค่อนข้างมาก ดังนั้นจะเป็นโอกาสอันดีที่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่ทำงานอยู่ในโครงการพระราชดำริทางภาคเหนือของไทยสามารถนำวิวัฒนาการใหม่ๆ หรือแนวความคิดจากผู้เชี่ยวชาญของอิสราเอลมาต่อยอดและพัฒนาเกษตรกรของไทยมากขึ้น" 
 
                         สายเมืองเผยต่อว่าสำหรับการศึกษาดูงานของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของอิสราเอลนั้นจะเน้นพืน้ที่ทางภาคเหนือ โดยเริ่มจากศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน และศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งทั้ง 3 แห่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทางการเกษตรที่มีคุณูปการต่อประชาชนและเกษตรกร และยังเป็นตัวอย่างของความสำเร็จของการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่สูง โดยเฉพาะชาวไทยบนพื้นที่สูงต่างๆ ให้มีอาชีพ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอีกทางหนึ่งด้วย
 
                         ด้าน จักร บุญ-หลง เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล กล่าวเสริมว่า การที่สถานทูตจัดทำโครงการนำนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรอิสราเอลมาศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริทางภาคเหนือในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลัก 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้ด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศ และสามารถขยายความร่วมมือทางวิชาการเกษตรในอนาคต 2.เผยแพร่โครงการพระราชดำริตลอดจนพระอัจฉริยภาพทางด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนและเกษตรกรในถิ่นทุรกันดารได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านสื่อมวลชนของอิสราเอล เพื่อให้คนอิสราเอลได้รับทราบข้อมูลโครงการพระราชดำริเพิ่มมากขึ้น และ 3.ทำให้ชาวอิสราเอลรู้จักแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือของไทยเพิ่มขึ้น 
 
                         "ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่ชาวอิสราเอลให้ความสนใจ โดยในแต่ละปีชาวอิสราเอลมาเที่ยวประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนคน และมีความชื่นชอบในอาหารไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก เช่น มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด รวมถึงกล้วยไม้ไทย ที่ปัจจุบันอิสราเอลนำเข้ากล้วยไม้ไทยผ่านทางประเทศเนเธอร์แลนด์ ดังนั้น ถือเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรไทยที่สามารถส่งออกไปยังอิสราเอลเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากข้าวที่อิสราเอลนำเข้าข้าวจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง" เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟกล่าวทิ้งท้าย
 
 
 
 
------------------------
 
(ทำมาหากิน : ยกต้นแบบโครงการตามพระราชดำริ สู่ความร่วมมือเกษตร 'ไทย-อิสราเอล' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)