
แปลงทดลองชี้วัด'ขึ้นทะเบียน'จำหน่าย
08 เม.ย. 2557
ทำมาหากิน : แปลงทดลองสารกำจัดวัชพืช ตัวชี้วัด 'ขึ้นทะเบียน' จำหน่าย
ผลสืบเนื่องจากการที่กรมวิชาการเกษตรต้องการจำกัดจำนวนยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืชที่ปัจจุบันมีมากกว่า 20,000 ชื่อสินค้าให้ลดลง เนื่องจากสารเคมีตั้งต้น 1 ชนิด สามารถนำมาผสมตามระดับความเข้มข้นเป็นยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชได้ไม่จำกัดยี่ห้อยากแก่การตรวจสอบ ประกอบกับปัจจุบันมีสารเคมีทางการเกษตรหลายตัวที่สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาประกาศห้ามใช้แล้ว แต่ประเทศไทยยังอนุญาตให้ใช้อยู่บัญชี Watch List 12 รายการ
ดังนั้นจึงต้องการล้างบัญชีวัตถุอันตรายที่ใช้ในการเกษตรใหม่ทั้งหมด แต่ที่สำคัญการที่กรมวิชาการเกษตรบังคับให้ข้อมูลด้านพิษวิทยาทั้งหมดที่จะต้องนำมาแสดงต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะต้องผ่านการทดลองจากห้องปฏิบัติการ (Good Labolatory Practice หรือ GLP) ตามมาตรฐานของ OECD เท่านั้น
"ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศเขาจะมีรายงานมาเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเป็นบริษัทของคนไทยเองหรือบริษัทที่นำเข้าสารตั้งต้นเพื่อมาผสมเองจะไม่มี จึงต้องทำการทดสอบในแปลงทดลองตามขั้นตอนที่คณะกรรมการกำหนดแล้วเสนอผลสรุปที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการ ซึ่งสารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลง หรือยากำจัดวัชพืชแต่ละชนิดจะมีระยะเวลาทดสอบไม่เกิน 2 ปีถ้ายังไม่ผ่านเขาก็จะขยายเพิ่มให้อีก 1 ปี แต่ถ้ายังไม่ผ่านอีกก็จะต้องเริ่มต้นการทดสอบใหม่ทั้งกระบวนการ"
ณรรถพล ประสพโชค ผู้จัดการแผนกขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืช บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทที่รับการทดสอบการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจำพวกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารป้องกันกำจัดวัชพืชเผยระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูแปลงทดลองการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในอ้อยและมันสำปะหลังในอ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
เขาเผยต่อว่า หลังจากทดสอบถึงพิษภัยอันตรายของตัวสารในห้องแล็ปแล้ว จากนั้นก็จะนำสารตัวดังกล่าวไปทดสอบในแปลงทดลอง ซึ่งมีทั้งของบริษัทเองและแปลงเกษตรของชาวบ้าน โดยผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ซึ่งสารเคมีที่ทางผู้ประกอบการนำมาให้ทดสอบนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมีที่ใช้เฉพาะพืช เฉพาะโรค ไม่ใช่ใช้แบบเหมารวมเหมือนเมื่อก่อน
"สมมุติเราจะทดสอบสารเคมีตัวไหน เราก็คำนวณเป็นตัวเลขออกมาว่าใช้ตัวสารกับน้ำที่ใช้เท่าไหร่ ควบคุมแมลงได้ ควบคุมโรคได้หรือควบคุมวัชพืชได้ ใช้กับพืชอะไร พื้นที่ไหน ต้องบอกให้ชัดเจน โดยลงในแปลงทดลองพื้นที่จริงร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรมาคอยควบคุมการทดลองทำตามแผนที่ทางกรมวิชาการเกษตรกำหนด"
ผู้จัดการคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายนั้น หลังจากทราบข้อมูลพิษเบื้องต้นแล้วก็นำไปทดสอบการใช้ในแปลงทดลอง ภายใต้การดูแลของนักวิชาการทั้งของบริษัทและรัฐบาล ก่อนจะมีการประเมินผลครั้งสุดท้ายเพื่อรับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยมีองค์ประกอบในการพิจารณาโดยรวม 3 ประการ ประการแรกข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้ต้องควบคุมศัตรูพืชได้ดี ประการต่อมาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความมีพิษ ผลกระทบและอันตรายและประการสุดท้ายผลการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
"หลังจากที่วัตถุอันตรายทางการเกษตรได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์จะต้องนำผลที่ได้จากการขึ้นทะเบียนมาทำฉลากที่ใช้ปิดข้างภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ก่อนจะนำออกจำหน่ายด้วย" ณรรถพลแจงรายละเอียด พร้อมย้ำว่าสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหรือกำจัดวัชพืชที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรนั้นนอกจากจะมีฉลากกำกับวิธีการใช้แล้ว เกษตรกรผู้ใช้จะต้องอ่านฉลากอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ถึงจะมีความปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและตัวผู้ใช้เอง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทที่นำเข้า ผลิต จำหน่ายสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทยทั้งหมด ทั้งรายใหญ่และรายเล็กมากกว่า 500 ราย ที่จะต้องนำสารเคมีดังกล่าวมาทดสอบการใช้จริงในแปลงทดลองก่อนจะขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ต่อไป สำหรับบริษัทหรือผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายทางด้านการเกษตรอยากได้คำแนะนำ ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนติดต่อได้ที่บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) โทร.0-2678-1813 หรือ 08-0569-3878 ได้ตลอดเวลา



