ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว : ตามหา นกเภา ที่ดอนสัก

ชวนเที่ยว : ตามหา นกเภา ที่ดอนสัก

30 มี.ค. 2557

ชวนเที่ยว : ตามหา นกเภา ที่ดอนสัก : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                         อากาศร้อนๆ อยากไปนอนทะเลให้คลื่นเห่กล่อม ช่วงนี้ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเลยคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะฝั่งอ่าวไทย หรืออันดามัน จะใกล้หรือไกลจากกรุงเทพมหานครก็ไม่หวั่น ฉันเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แม้ใจจะฝักใฝ่ รักใคร่การเดินป่า 
 
                         กิจกรรมทางน้ำหลักๆ ก็คงไม่พ้น ดำน้ำ เล่นน้ำ พายคายัก แต่ฉันกลับอยากไปนอนนิ่งๆ ฟังเสียงคลื่นซัดหาดทราย มีสายลมพัดแผ่วๆ พอได้ยินชื่อของเกาะใหม่แว่วมาจากคุณเพื่อน แค่ชวนไปนอนเล่นที่ เกาะนกเภา กัน ฉันไม่ได้ถามไถ่อะไรมาก แค่รู้ว่าอยู่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ก็ตอบตกลง เก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้ หนีตามไปแล้ว 
 
                         พูดถึง สุราษฎร์ธานี คนก็นึกถึงแต่เกาะสมุย เกาะพะงัน แต่จังหวัดนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อยเกาะ เกาะนกเภาต้องเป็นหนึ่งในร้อยเกาะนั่นแน่ๆ   
 
                         เกาะนกเภา ทำไมถึงชื่อนี้ หรือว่า มีนกตะเภา อยู่บนเกาะ ฉันไม่อาจรู้ได้ คงต้องไปตามหากันสักหน่อยแล้วคราวนี้
 
                         จากกรุงเทพ ขึ้นรถทัวร์มุ่งหน้า อ.ดอนสัก นัดเจอกันข้างที่ว่าการอำเภอ (เพราะรถทัวร์ผ่าน) พี่ศักดิ์ เขยเกาะนกเภา มารับไปจิบกาแฟในตลาด ตามธรรมเนียมของตลาดสดที่มักจะคึกคักเปิดค้าขายกันแต่เช้ามืด อุ่นท้อง อิ่มท้อง ก็ไปเดินย่อยตรงท่าเรือแหลมทวด หรือชื่อเต็มๆ คือ ท่าเรืออเนกประสงค์เทศบาลดอนสัก จากตรงนี้ เห็นเวิ้งอ่าวไปไกล ถึงเขาล้าน มองเห็นเจดีย์สีขาวอยู่บนยอดเขา ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของวัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ที่มีเกจิคนดังอย่างหลวงพ่อจ้อย พำนักอยู่  
 
                         ส่วนในเวิ้งอ่าว มีแท่นไม้ ที่ปักขึ้น เพราะไว้สำหรับคนหาปลาชายฝั่ง ไปนั่งตกปลา หรือทอดแห  เลยออกไปไม่ไกล โลมาสีชมพู 2-3 ตัว ดำผุดดำว่าย ไล่ล้อมฝูงปลา เพื่อจับกินเป็นอาหารเช้า ให้เราคนที่เพิ่งผ่านมาได้ตื่นเต้นกัน ถือเป็นโชคดี แม้จะเห็นไม่ใกล้นักก็ตาม
 
                         จวนได้เวลานัดหมาย ถึงได้กลับไปเตรียมตัว เพราะเรือที่เราจะเดินทางไปเกาะนกเภา ไม่ต้องมาเทียบท่านี้ แต่ไปเทียบท่าเรือเล็กๆ ในตลาด คือ ท่าเรือไปเกาะพลวย (คนที่นั่นออกเสียงเกาะ พะ-ลวย) ก็เรือของเราเป็นเรือประมงลำไม่ใหญ่ ส่วนพี่ศักดิ์ เอาสปีดโบ้ทไปลองเครื่องแล้วช่วยขนคนขนของอีกหน่อย  
 
                         เห็นเป็นเรือประมงเล็กๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรือใหญ่ 2 ชั้นแบบเรือไปเกาะพลวย ก็เพราะเกาะนกเภาอยู่ห่างฝั่งแค่ราว 5 กิโลเมตร แต่ยามนี้ ที่เจอคลื่นค่อนข้างจัด สปีดโบ้ทตัดคลื่นไปไกลแล้ว ส่วนเรือประมงค่อยๆ เลาะคลื่นไป แม้ท้องไส้ไม่ปั่นป่วน แต่เปียก ... เปียกกันถ้วนหน้า ถ้าไม่นั่งหัวเรือสุด 
 
                         กว่าครึ่งชั่วโมง ที่เหมือนยาวนาน แต่กลับไม่รู้สึกว่านาน เพราะมีจังหวะให้ตื่นเต้น เวลาเรือแล่นผ่านฝูงปลา เจ้าปลาตัวเล็กๆ กระโดดหนีกันเหนือน้ำ บางตัวหนีตาย ขึ้นมาหาที่ตายแน่ๆ บนเรือ ต้องช่วยกันจับมันโยนน้ำคืนไป แล้วภาพของสะพานไม้เล็กๆ ก็โผล่เข้ามาในสายตา กับหาดทรายขาวๆ ที่ยืดยาวเหมือนแหลม ออกมาในทะเล
 
                         หน้าตาเกาะ ธรรมด๊า ธรรมดา สะพานไม้เทียบเรือก็ธรรมด๊า ธรรมดา แต่ความรู้สึกของฉันมันไม่ธรรมดาซะแล้ว นี่แหล่ะ....ใช่เลย
 
                         ก็ฉันจะมาพักผ่อนกับธรรมชาติ แล้วที่นี่มันก็สุดแสนจะธรรมชาติสุดๆ 
 
                         สะพานที่ทำจากไม้กระดานเรือ ต่อยื่นออกมาในท้องทะเลไม่ยาวนัก แต่ไม่ทันที่จะเหยียบลงบนหาดทราย ก็ให้สะดุดตา ที่เห็นแนวยาวขาวๆ แต่ไกล มันไม่ใช่ทรายนี่นา แต่เป็นเปลือกหอยที่ถูกคลื่นซัดมาขึ้นฝั่ง กับกาลเวลาที่กล่อมเกลาจนลบเหลี่ยมเปลือกหอย ซึ่งหน้าตาคล้ายๆ กัน จะมีแปลกปลอมปะปนมาบ้าง รวมๆก็น่าจะหลายชนิด  
 
                         แดดร้อนๆ ตอนกลางวันทำให้ต้องรีบหลบร่มใต้หลังคาศาลาหกเหลี่ยมที่อยู่หน้าหาด เลยลึกเข้าไปเป็นบ้านไม้หลังย่อมๆ เลยถือโอกาสจับจองคนละมุม ผูกเปลนอนเล่น แล้วจะยึดเป็นที่นอนจริงในค่ำคืนนี้ด้วย
 
                         ถึงเกาะนกเภา ยังไม่เห็นนกเภา คงต้องไปตามหากันซะหน่อย ตรงจุดที่เราขึ้นเรือ เรียกว่า อ่าวกรวด เป็นฝั่งตะวันตก สภาพเป็นทุ่งโล่งๆ แต่ฉันแซวกันว่า น่าจะเป็นทุ่งไหหิน เพราะมีโอ่งหิน ทิ้งตะแคง อยู่หลายใบ คนที่เกาะนี้ต้องอาศัยน้ำจากธรรมชาติ คือรองน้ำฝนใส่โอ่งไว้ใช้ ส่วนบ่อที่ขุดเพื่อกักเก็บน้ำของหมู่บ้าน ก็รั่วซึม จนน้ำเค็มไปเข้าผสมปะปนเป็นน้ำกร่อย หน้าแล้งน้ำก็ซึมออกทะเลไปด้วย 
 
                         ด้านหน้าอ่าวกรวด เป็นหาดทราย ที่ยื่นออกไปเป็นแหลมเล็กๆ นั่นก็เป็นเปลือกหอยทั้งหมดเหมือนกัน ชาวบ้านเรียกหาดล่องหน เกิดจากคลื่นลมทะเลที่ซัดเปลือกหอยมากองไว้ หาดนี้จะค่อนๆ ปรากฏหน้าอ่าวกรวด ในช่วงราวๆ พฤศจิกายน -ธันวาคม แล้วก็ชัดเจนเป็นเนินเปลือกหอยไปเดินเล่นได้ช่วงต้นปี จนถึงเข้าหน้าฝน คลื่นลมฝั่งตะวันตกนี้จะแรง ก็จะซัดหาดหายไปราวๆ  3 เดือน ไปโผล่ขึ้นอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ พอถึงปลายปี คลื่นก็ซัดหาดนี้กลับมาที่เดิมอีก ส่วนรูปร่างของหาดเปลี่ยนไปมั๊ย คงต้องไปพิสูจน์ฝีมือการปั้นของจิตรกรท้องทะเลกันล่ะ
 
                         จากแคมป์พักอ่าวกรวด อยู่คนละอ่าวกับหมู่บ้านเกาะนกเภา มีเขาสูงกั้นขวาง ถ้าไม่นั่งเรือไป ก็ต้องเดินเลียบชายทะเลไป มื้อเที่ยงเราฝากท้องไว้กับบ้านผู้ใหญ่ดี เลยต้องเดินเลียบทะเลไป แต่ฉันเลือกขอชมทิวเขาและเกาะผ่านทางเรือก่อนนะ แค่ชั่วเวลาเสี้ยวนาที เรือก็มาถึง อ่าวเทียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเกาะนกเภา
 
                         ปูม้านึ่งตัวใหญ่ๆ กุ้งต้ม แกงส้มปลากุเลา ปลากระบอกทอด มีน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสจัดจ้าน เป็นเมนูจี๊ดจ๊าด ที่กว่าทุกคนจะวางช้อนเลิกลา ก็แทบจะเดินกันไม่ไหว เห็นบ้านๆ อย่างนี้  ฝีมือทำกับข้าวเด็ดนัก แถมราคายิ่งกว่าน่าคบหา ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสินทรัพย์จากท้องทะเล ที่ชาวบ้านเกาะนกเภายังชีพมาถึงวันนี้
 
                         หลังมื้อเที่ยง พี่ศักดิ์พาเที่ยวชมหมู่บ้าน พร้อมกับนัดแนะขอผู้ใหญ่พาไปชมวิวบนยอดเขา เข้าถ้ำเล่น ถึงได้รู้มาว่า ที่นี่มีถ้ำนกนางแอ่น ซึ่งเป็นแดนต้องห้าม ไม่ใช่ใครมาจะเดินดุ่ยๆ ขึ้นไปได้ อาจถึงตายได้จากกับดัก ที่ชาวบ้านทำไว้ เพื่อป้องกันการขโมยรังนก 
 
                         "รังนกนี่เป็นรังนกธรรมชาติ เป็นสมบัติส่วนรวมของเกาะ เก็บมาขายได้ เงินก็เข้าส่วนกลาง 60% แบ่งให้คนเก็บที่ต้องลงทุนลงแรงปีนเก็บ 40% ช่วงที่ไม่ได้เก็บรังนก ก็จะมีการวางกับดักเอาไว้" ผู้ใหญ่ดีเล่าให้ฟัง 
 
                         ด้วยเพราะเกาะนกเภา เป็นเกาะไม่ใหญ่ มีบ้านเรือนกว่า 40 หลังคาเรือน ประชากรกว่า 100 คน งบประมาณเฉลี่ยที่ได้มาจึงไม่มากเหมือนหมู่บ้านใหญ่ๆ อาชีพหลักของชาวบ้านก็คือ การทำประมง มีเรืออยู่กว่า 20 ลำ ออกหาปลา ทั้งปลากุเลา ปลาจะละเม็ด อวนปูก็มี รวมถึงทอดแห ล้อมอวนปลากระบอก มีสวนมะพร้าว สวนยางพาราไม่กี่ครอบครัว และสภาพเขาหินปูนนี่เอง เลยมีถ้ำและเป็นที่อาศัยของนกนางแอ่นจำนวนมาก 
 
                         "แล้วนกเภาล่ะ"
 
                          "คนสมัยก่อนเล่ากันต่อๆ มาว่า เมื่อก่อน ที่เกาะนี่ทำมาค้าขายกับคนจีน แล้วมีเรือสำเภามาล่ม เลยเกิดเป็นเกาะนกเภา ก็คือเรือสำเภา เกาะเชือกซึ่งก็คือเชือกสมอ และเกาะส้ม ก็คือส้มที่บรรทุกมากับเรือ แต่บางคนก็เล่ามาว่า เมื่อก่อนที่เกาะนี่เป็นที่อยู่อาศัยของนกตะเภาตัวใหญ่"  ผู้ใหญ่ดีเฉลยให้ฟัง 
 
                         จากหมู่บ้านเดินกลับอ่าวกรวด ไปตามทางปูนที่ทำขึ้นด้วยงบประมาณหมู่บ้าน มีเงาร่มไม้ เป็นระยะ กับมุมมองที่แปลกตาออกไป สุดขอบเขาอีกด้านก็ถึงชายหาดเปลือกหอย ไม่ว่ามุมไหน ก็เป็นเปลือกหอยสีนวลสะอาดตา ราวกับหาดทรายขาว
 
                         ไม่ว่าเกาะนกเภา จะมีนกตะเภาหรือไม่ แต่สำหรับฉัน เกาะนี้เป็นเกาะที่มีชายหาดเป็นเปลือกหอยที่ใหญ่ที่สุด มีถ้ำรังนก หาดล่องหนอาหารทะเลสดๆ น้ำทะเลสวยใส ก็เพียงพอแล้ว
 
 
--------------------------
 
เกาะนกเภาไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวต้องนอนเต้นท์-เปล
 
หรือเที่ยวแบบ one day trip
 
ช่วงที่เหมาะสมเดินทาง ปลายปี - พฤษภาคม
 
ติดต่อ : ผู้ใหญ่ภักดี 08-7627-4595 , ศักดิ์ 08-1958-6291
 
 
--------------------------
 
(ชวนเที่ยว : ตามหา นกเภา ที่ดอนสัก : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)