ไลฟ์สไตล์

สวทน.เปิดศูนย์อำนวยความสะดวก'Talent Mobility'

สวทน.เปิดศูนย์อำนวยความสะดวก'Talent Mobility'

27 มี.ค. 2557

สวทน.เปิดศูนย์อำนวยความสะดวก'Talent Mobility' ม.อ. คุยเปิดทางให้นักวิจัยออกสู่ภาคเอกชนได้ อุดปัญหาขาดนักวิจัยในภาคอุตสาหกรรม

            ที่โรงแรมสุโกศล วันที่ 26 มี.ค.57 นายพีรพันธุ์ พาลสุข รับมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวตอนหนึ่งในงานเปิดโครงการศูนย์อำนวยความสะดวก Talent Mobility ว่า การให้อุตสาหกรรมของประเทศแข่งขันกับประเทศอื่นได้นั้น เราต้องมาสนับสนุนกำลังคนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมให้มาก โดยเฉพาะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกติดอันดับ 40 ของ ขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีติดอันดับ 2 ของการแข่งขันทางการตลาด เพราะเขาเอาจริงเอาจังเรื่องการพัฒนากำลังคนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม การจะให้เอกชนลงทุนด้านกำลังคนเพียงอย่างเดียว โดยภาครัฐไม่ช่วยคงไม่ทันต่อการแข่งขัน โครงการศูนย์อำนวยความสะดวกหรือ Talent Mobility จะทำให้เกิดการเลื่อนไหลของสมองจากมหาวิทยาลัยสู่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการช่วยให้ประเทศเติบโตอย่างมีเป้าหมายและมีทิศทาง “การที่มหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และนำไปสู่ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นการช่วยให้เอกชนรวยขึ้น ยิ่งเอกชนรวย ก็ทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์ รัฐก็ได้รายได้เพิ่มจากเอกชน ภาพรวมของการแข่งขันระดับประเทศชาติขึ้นสู่ระดับแนวหน้า”

            ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่าเอกชนไทยให้ความสนใจลงทุนด้านการทำวิจัยในองค์กรตัวเองมากขึ้นซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาทและจะยิ่งสูงขึ้นๆ ตอนนี้สิ่งที่เราต้องสนับสนุนภาคอุตสสาหกรรมคือกำลังคน โดยภาครัฐอย่างสถาบันวิจัย ซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยต้องเข้ามาสนับสนุนกำลังคน หากเราสามารถบริหารจัดการกำลังคนของภาครัฐให้เลื่อนไหลไปมาในภาคอุตสาหกรรมได้ อาจจะอยู่ในภาครัฐบ้าง อุตสาหกรรมบ้าง จะทำให้ภาพรวมทั้งระบบของการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยดีขึ้น กลไกที่ทำให้ถึงเป้าหมายตรงนั้นเรียกว่า Talent Mobility เป็นการนำคนเก่งไปช่วยภาคอุตสาหกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานประกอบการต้องเข้ามาคุยและทำความร่วมมือกัน อาจใช้วิธีขอให้นักวิชาการ นักวิจัยไปช่วยในบริษัท หรือสถานประกอบการ เป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี ลักษณพการทำงานเต็มเวลาในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องคุยและตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือค่าตอบแทน ผลงาน

            “เมื่อมีโครงการ Talent Mobility โดยสวทน. ขะเป็นหน่วยอำนวยความสะดวกให้ ถือเป็นตัวกลาง ที่ทำให้บริษัทเอกชนในภาคอุตสาหกรรมมารู้จักกับ นักวิจัยในสถาบันวิจัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัย เราต้องช่วยกันสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยอยากจะช่วยทำงานให้เอกชน พบว่านักวิจัยหรืออาจารย์ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ เป็นนักเรียนทุน มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยต้องเปิดทางให้อาจารย์หรือนักวิจัยที่จะไปทำงานเอกชน ต้องไม่ถือว่าเขาขาดราชการ ยังปฏิบัติราชการอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เปลี่ยนที่ไปช่วยเอกชน ถ้าเป็นนักเรียนทุน ที่ติดทุนอยู่ไม่ว่าจะ 5 ปี 10 ปี 20 ปี ต้องถือว่าการไปช่วยงานเอกชนเป็นเวลาของการชดใช้ทุน ถ้าทำได้อย่างนี้นักวิจัยจะมีกำลังใจ ที่เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อนักวิจัยไปทำงานเอกชน เขาพานักศึกษาป.เอก ป.โทไปทำงานด้วย นิสิต นักศึกษา ป.โท ป.เอกได้เห็นการทำงานจริง นอกห้องเรียน ขณะเดียวกันจะเริ่มรู้ว่าอาชีพที่เขาชอบคืออะไรหรืองานที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ก็ทำให้เขามีโอกาสได้งานทำสูงขึ้นมากขึ้นด้วย เมื่ออาจารย์ นิสิต นักศึกษา กลับมามหาวิทยาลัย จะทำให้เขานำประสบการณ์จริงมาใช้ในการเรียนการสอน ส่งผลให้การเรียนการสอนและการเชื่อมโยงกับเอกชนเพื่อทำวิจัยมีความต่อเนื่องก็มากขึ้น ทั้งนี้ผลงานของอาจารย์สามารถนำมาขอผลงานทางวิชาการได้ด้วย สิ่งเหล่านี้เราต้องคุยกับทางมหาวิทยาลัย ตลอดถึงการได้รับทุนสนับสนุนจากเอกชนก็มากขึ้น ส่วนภาคเอกชนก็ได้รับความรู้ สิ่งประดิษฐ์ ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงการผลิตสินค้าที่มีการพัฒนามากขึ้นด้วย” ดร.พิเชฐ กล่าว

            รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตวิทยาลัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ถือเป็นม.แรกที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยเริ่มจากการทำระเบียบมหาวิทยาลัย และเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยจากนั้นมหาวิทยาลัยเห็นชอบ ม.อ.ก็ดำเนินการ ตอนนี้มีอาจารย์ออกไปช่วยอุตสาหกรรมด้านเครื่องวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีกึ่งโลหะ 1 ราย เริ่มดำเนินการโครงการนี้เมื่อปี2556

            “ระเบียบมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้อาจารย์ไปทำงานเต็มเวลาได้ในสถานประกอบการ ใช้เวลาสูงสุด 2 ปี โดยทำสัญญากับทางมหาวิทยาลัยครั้งละ 1 ปี แต่อาจมีการยืดหยุ่นไม่อยู่เต็มเวลาก็ได้ ขึ้นอยู่กับการคุยกับทางบริษัทหรือผู้ประกอบการ ทางบริษัทอาจให้อยู่ที่สถานประกอบการ หรือโรงงานสัปดาห์ละ 2 – 3 วันก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตกลงกับทางบริษัท โดยที่ทางบริษัทหรือผู้ประกอบการจะจ่ายค่าตอบแทนให้ทางมหาวิทยาลัย ตามข้อเสนอของสวทน.คือ 1.5 – 5 เท่า ขึ้นอยู่กับการเจรจากับทางบริษัทหรือสถานประกอบการ เงินที่ได้นั้นทางมหาวิทยาลัยจะนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้อาจารย์คนนั้น และอีกส่วนคือค่าตอบแทนพิเศษที่อาจารย์ไปอยู่กับทางบริษัทด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเจรจาว่าทางบริษัทเอกชนสามารถจ่ายเป็นค่าตอบแทนจำนวนเท่าไหร่ การที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายค่าตอบแทนจำนวนเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท แต่ที่ ม.อ. ได้ทำโครงการนี้ เราให้บริษัทเอกชนรายนั้นจ่าย 1.5 เท่า ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่และมีกำลังมากตัวเลขค่าตอบแทนก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย รูปแบบการเลื่อนไหลของนักวิจัยสู่บริษัทเอกชน ในต่างประเทศทำกันมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศเยอรมัน โครงการนี้ผมเห็นว่าทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ และไม่ถือว่าเป็นโครงการสมองไหล เพราะเขายังไหลอยู่ในสายงานวิชาการ” รศ.ดร.พีระพงศ์ กล่าว