
วิจัย'เพศในคุก'รุนแรง!
17 มี.ค. 2557
เผยงานวิจัย 'เพศในคุก' รุนแรง มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า เกิดขึ้นจริงทั้งในคุกกทม.-จังหวัดอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของเงินตรา มีทั้งทางปาก-ทวารหนัก
17 มี.ค.57 รศ.ดร.ศิริวรรณ ไกรสุรพงศ์ อาจารย์ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดเผยถึงการศึกษาวิจัยเรื่อง “เพศในคุก” ว่า จากมูลเหตุปัญหาของสภาวะสุขภาพนักโทษทั่วโลก ที่พบมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ และวัณโรค สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ทั้งยังพบการติดยาเสพติด สุราจำนวนมาก จึงหยิบยกเป็นประเด็นศึกษาถึง “เพศในคุก” ของประเทศไทย โดยเป็นการทบทวนค้นคว้าข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวกับวิถีทางเพศ ความสัมพันธ์ทางเพศ และความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในเรือนจำประเทศไทยช่วงปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา พบมีงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นวิทยานิพนธ์ 4 เรื่อง และหนังสือ 1 เรื่องเท่านั้น
ทั้งนี้ ซึ่งมีงานวิจัยบ่งชี้ว่า นักโทษมีความสัมพันธ์ทางเพศกันทั้งในคุกชายและคุกหญิง แม้ว่าเรื่องนี้จะถือเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเรือนจำ แต่ทางปฏิบัติเกิดขึ้นจริงทั้งในคุกกทม.และจังหวัดอื่นๆ หลายที่ ซึ่งความสัมพันธ์ทางเพศในนักโทษไทยเกิดขึ้น เพื่อการแลกเปลี่ยนสิ่งของเงินตรา ความพอใจทางเพศ การคุ้มครองความปลอดภัย การแสดงความเป็นอิสระจากกฎขององค์กร และเป็นการประคับประคองความรู้สึกในภาวะที่ต้องถูกจองจำ รูปแบบมีทั้งเพศสัมพันธ์ทางปาก ทางทวารหนัก การใช้วัตถุหรือส่วนของอวัยวะในร่างกายเป็นตัวช่วย
อาจารย์ภาควิชาสังคมและสุขภาพ มม.กล่าวต่อว่า วิถีทางเพศที่พบ เช่น การสัก การฝังมุก การฉีดน้ำมันมะกอกเข้าอวัยวะเพศชาย การมีศัพท์เฉพาะ รวมถึงการสร้างครอบครัวสมมติ โดยในกลุ่มนักโทษชายพบการสักจำนวนมาก เพื่อบ่งบอกความเป็นหัวหน้ากลุ่มหรือหัวโจก กลุ่มคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลในการเลือกคู่ขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกระเทย หรือบางคนไม่ได้เป็นกระเทยแต่ดูอ่อนแอก็มีโอกาสถูกเลือกเป็นคู่ขา และใช้รูปแบบการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีการฝังมุก โดยการใช้พลาสติกหรือแก้วเหลาให้กลมเป็นเม็ด และกรีดบริเวณหนังหุ้มแล้วยัดเข้าไป การฝังจะแสดงความเป็นลูกผู้ชายและทำให้อีกฝ่ายมีความสุข ขณะที่ นักโทษหญิงกลุ่มที่มีบทบาทอิทธิพลจะพัฒนาตนเองโดยไม่ได้เรียกว่า ทอม แต่จะเรียกว่า แมน ทั้งที่แต่เดิมเป็นหญิงโดยปกติแต่พอเข้าไปในคุกมีการพัฒนาลักษณะให้เป็นผู้ชาย เช่น ตัดผมสั้น เอาผ้ารัดหน้าอก และวางบทบาทเป็นสามี คู่ขาก็จะวางบทบาทเป็นภรรยา มีการปรนนิบัติกัน รวมถึงมีการหึงหวง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานชัดเจนว่า กลุ่มคนเหล่านี้ก่อนเข้าคุกไม่ได้เป็นเพศที่สามหรือมีความเบี่ยงเบนทางเพศ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในคุกแล้วไม่มีทางเลือก ถือเป็นความเบี่ยงเบนทางเพศชั่วคราว เพื่อให้ตนเองมีความสุข เพราะคนเหล่านี้คิดว่าเป็นเพียงบทบาทสมมติที่เกิดขึ้นเฉพาะในคุก สังคมภายนอกไม่มีใครรับรู้ ในต่างประเทศมีรายงานเรื่องความสัมพันธ์ในแง่วิถีทางเพศระหว่างผู้คุมกับนักโทษด้วย โดยระบุถึงผู้คุมแสวงหา หรือฉกฉวยโอกาสในการหาความพึงพอใจทางเพศกับนักโทษเช่นกัน สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีรายงานวิจัยเรื่องนี้ แต่เดาว่าก็น่าจะมีเช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้นักโทษต้องจำยอม สิ่งเหล่านี้รอการศึกษาเปิดเผยทั้งหมด
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนหรือการแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพต่อวิถีทางเพศของนักโทษ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรงทางเพศในนักโทษได้ง่าย องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับนักโทษจึงต้องตระหนักวิถีทางเพศ เพศสัมพันธ์ และความรุนแรงทางเพศในนักโทษ และความเกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมถึงการระบาดของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ในนักโทษ ซึ่งพบจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้ไม่อยากให้มองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ถ้าจะเกิดขึ้นในคุกเป็นความผิดหรือเป็นเรื่องที่จะต้องจับกุม ทำร้ายหรือปิดบัง ต้องห้าม ความจริงเรื่องเพศในคุกสามารถใช้เป็นช่องทางที่ทำให้นักโทษบรรเทาภาวะต่างๆ ทางจิตใจได้ แต่ต้องขอย้ำว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ถูกบังคับแต่เป็นความยินยอมพร้อมใจ คิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้
ขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้จักการป้องกัน เช่น ที่ต่างประเทศจะมีการขอถุงยางอนามัยได้ และที่อยากให้เน้นมาก ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ การเปิดโอกาสมีวันที่นักโทษได้อยู่กับคู่ครองร่วมกันอาจจะปีละ 2 วัน โดยคัดเลือกนักโทษประเภทไหนที่จะได้มีโอกาสเช่นที่ว่า เพราะในต่างประเทศมีการเปิดโอกาสให้คู่ที่แม้จะต้องโทษได้มีโอกาสอยู่ร่วมกัน เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราไปมองว่านักโทษจะต้องถูกจำกัดสิทธิทั้งหมด ลองนึกถึงนักโทษที่ต้องถูกจำคุก 20 ปี หมายถึงสิทธิอันนี้จะหายไปเลย



