
บางจากฯ'บิน'
15 มี.ค. 2557
บางจากฯ'บิน' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จากนี้ไป บางจากฯ ได้เตรียมออกหุ้นกู้ไม่เกิน 3 เดือนจากนี้ โดยมีวงเงินกู้ประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องการลงทุนในธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 1.5 เท่า โดยมาจากการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจใหม่ ทั้งโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น โรงงานผลิตไบโอดีเซล การซื้อโรงกลั่นใหม่เพิ่มขึ้น เป็นต้น และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากฟาร์มแสงอาทิตย์ มีแนวโน้มจะเป็นแหล่งสร้างรายได้กำไรก่อนหักภาษีคาดว่าจะสูงถึง 22% ของรายได้รวมในปีหน้าหรือประมาณ 2,500 ล้านบาท
เพื่อความมั่นคงของธุรกิจในปัจจุบัน บางจากฯ ได้เตรียมการที่จะ ร่วมมือเพื่อซื้อโรงงานผลิตเอทานอล ไว้เพิ่มเติมจากขณะนี้ ที่ต้องจัดหาซื้ออีเทอร์นอลมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ขณะนี้ มีตัวเลขกำลังการผลิต และการใช้ของบางจากฯ อยู่ที่ 8 แสนลิตร ถ้าบางจากฯ พิจารณาจะมีโรงงานของตัวเอง ก็ต้องการจะมีโรงงานขนาดกำลังการผลิตให้บางจากฯ ได้ในระดับประมาณ 4 แสนลิตร ไว้ในกลุ่มเพื่อความมั่นคง แต่ยังไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการคนร่วมเป็นพันธมิตร ก็มาชักชวนบางจากฯ ให้ร่วมลงทุนในโรงงาน แต่ในความคิดของฝ่ายบริหารบางจากฯ แล้ว เห็นว่า ไม่มีความเร่งด่วน เพราะโอเวอร์ซัพพลายแน่ ถ้ามีโรงงานเพิ่ม แต่ในระยะยาวแล้ว อยากให้เกิดความมั่นคงในการจัดหา เป็นทิศทางที่เป็นเป้าหมายหลัก สอดคล้องกัน ถ้าตรงกับที่วางสเปกไว้ก็พร้อมที่จะไปดำเนินการ ต่อยอด
ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการทำการศึกษา หาข้อมูล มูลค่ากิจการว่าเหมาะสมเท่าไร มีแหล่งลงทุนและเจรจากันอยู่สองราย แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดในปีสองปี ถ้าเหมาะสมก็พร้อมที่จะลงทุน ในราคาที่เหมาะสม บางจากฯ ยังไม่มีความเร่งด่วน แต่เชื่อว่า ในอนาคตธุรกิจนี้จะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน สองรายนี้ หนึ่งแห่งคงเจรจาเสร็จในปีนี้ เริ่มขบวนการศึกษาความเป็นไปได้ เป็นการรองรับในอนาคต ไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่
อีกประเด็นที่กำลังมีการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะได้รับการชักชวนให้ไปร่วมผลิตไฟฟ้าพลังงานแสดงอาทิตย์ "ฟาร์มโซลาร์เซลล์ในญี่ปุ่น" เพราะญี่ปุ่นขาดแคลนไฟฟ้า และไม่สามารถที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้ในขณะนี้ การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็น นอกจากจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
ระบบการผลิตไฟฟ้าญี่ปุ่น แต่ละพื้นที่จะแยกกันผลิตเป็นเขตๆ ไปในแต่ละพื้นที่ มีการผลิตไฟฟ้าผลิตเป็นเขตๆ ประมาณ 8-9 แห่ง เป็นกลุ่มๆ มีบางเขตในกลุ่มนี้ ได้ชักชวนให้ บางจากฯ ไปร่วมการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น เขาหมายถึงญี่ปุ่นและบริษัทไทยอีกแห่งได้มาชักชวนบางจากฯ ให้ไปร่วมลงทุน เพราะหากบริษัทต่างชาติไปลงทำเรื่องพลังงานในญี่ปุ่นแล้ว บริษัทนั้นจะได้ยกเว้นภาษี ได้สิทธิพิเศษ ดีกว่าสิทธิที่บริษัทชาวญี่ปุ่นผลิตเอง ประมาณกว่า 40% ได้ยกเว้นภาษี 10%
จุดแข็งที่บางจากฯ ได้รับการชักชวน คงเป็นเพราะเราเคยผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ มีพื้นฐานภาพลักษณ์ดีในด้านชุมชน สิ่งแวดล้อมที่ดี มีความแข็งแรงสามารถพร้อมสนับสนุนเรื่องเงินทุน แม้จะไม่ใช่เป็นผู้ผลิตแผงหรือติดตั้งเอง แต่มีประสบการณ์บริหารมาและประสบความสำเร็จจากฟาร์โซลาร์เซลล์ที่บางปะอิน อยุธยา ความร่วมมือคงเป็นเรื่องของความร่วมมือลงทุน 3 ส่วน ญี่ปุ่น 1 ส่วน และของไทยมีอีก 2 บริษัทเข้าไปร่วม การสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในประเทศญี่ปุ่น วงเงินลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี เพื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยบางจากฯ เป็นผู้รับดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้า เมื่อเร็วๆ นี้
ผู้บริหารของบางจากฯ ได้ศึกษาข้อมูลด้านพลังงานทดแทนเพิ่มเติมอีก ด้วยการเดินทางไปดูงานด้านพลังงานทดแทนระหว่างวันที่ 3-10 มีนาคม 2557 ณ ประเทศเยอรมนี และ ฝรั่งเศส พบข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นว่า จากวิกฤติราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา และการตระหนักถึงปริมาณสำรองของพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ที่ใช้อยู่กำลังหมดไป รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นพลังงานสะอาดและใช้ไม่มีวันหมด โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปที่มีนโยบาย เป้าหมายและมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจน เป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ.2020 และล่าสุดกำหนดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนร้อยละ 80 ภายในปี ค.ศ.2050
นับจากปี ค.ศ.2000 ที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป นำโดยประเทศเยอรมนี ได้ปรับปรุงมาตรการจูงใจให้มีการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (Feed In Tariff) ประกอบกับเทคโนโลยีแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นราคาลดลงมากจากระดับเกือบ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ เหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ ถึงปัจจุบันทั่วโลกมีการติดตั้งกังหันลม และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ดังนี้
-กังหันลมมีการติดตั้งเพิ่มขึ้น จากเพียงประมาณ 20 เป็นกว่า 300 กิกะวัตต์
-แผงเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น จากเพียงไม่ถึง 1 เป็นกว่า 100 กิกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าและการขยายตัวที่สูงมากของโลกนอกเหนือจากธุรกิจดอทคอม
ประเทศเยอรมนี ถือเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานทดแทนของโลก ทั้งในด้านปริมาณการติดตั้ง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปัจจุบันมีการติดตั้งกังหันลม 35 กิกะวัตต์ และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ 36 กิกะวัตต์ (ปัจจุบันกังหันลมติดตั้งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีน และสหรัฐอเมริกา ส่วนเซลล์แสงอาทิตย์เป็นอันดับ 1 ของโลก)
ระดับอัตราค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่รับซื้อ (Feed In Tariff) ในเยอรมนี อยู่ในระดับสูง ช่วงแรกได้ปรับลดลงมาโดยตลอด เพื่อเร่งรัดให้มีการลงทุนติดตั้ง จนถึงปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 10 ยูโรเซนต์สำหรับโรงไฟฟ้า และ 13 ยูโรเซนต์สำหรับหลังคาบ้าน ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าที่ขายให้แก่ครัวเรือนอยู่ที่ 28 ยูโรเซนต์ ทำให้ครัวเรือนหันมานิยมติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง พร้อมทั้งติดตั้งแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าไว้ในช่วงที่ผลิตเกินความต้องการใช้ ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์มีน้อยลงจากผลตอบแทนการลงทุนที่ต่ำ ดังนั้น แนวโน้มอุตสาหกรรมการติดตั้ง Solar Rooftop และแบตเตอรี่น่าจะสดใสในอนาคต
สำหรับพลังงานลม แนวโน้มเทคโนโลยีจะเป็นกังหันขนาดใหญ่กำลังผลิตต่อต้นสูงเพื่อลดต้นทุน และประสิทธิภาพเริ่มผลิตที่ระดับความเร็วลมต่ำ ที่พวกเราไปดูเป็นนวัตกรรมกังหันขนาดเล็กที่เน้นความสวยปลอดภัย เสียงเบา และประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้าได้ตั้งแต่ที่ความเร็วลมเพียง 1.5 เมตรต่อวินาที (5S ที่เขาว่าไว้ Size Sense Safety Sound และ Speed) แต่ราคายังค่อนข้างสูง (4.4 ยูโรต่อวัตต์ หรือ 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ เทียบกับระบบของกังหันขนาดใหญ่ที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์) เหมาะกับติดตามอาคารบ้านเรือน ชึ่งเขาให้ข้อมูลว่า ต้นทุนไฟฟ้าที่ผลิตอยู่ที่ 25-30 ยูโรเซนต์
สำหรับ Smart building เป็นการแสดงถึงนวัตกรรมอุปกรณ์ที่สามารถควบคุม และสั่งการ ระบบแสงสว่าง ระบบระบายอากาศ/แอร์ และ IT สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในอาคาร เช่น การใช้ Censor เปิด-ปิดไฟฟ้าอัตโนมัติ การปรับแสงสว่างตามลักษณะการใช้งาน และสภาพความสว่างในห้อง และการปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม และใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซีอีโอ บางจากฯ เปิดเผยถึง ยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจภายในปี 2020 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า ว่า ตั้งเป้าหมายสร้างกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ประมาณ 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นผลิต และจำหน่ายน้ำมัน 12,000 ล้านบาท และธุรกิจใหม่ เช่น พลังงานทดแทนการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ 13,000 ล้านบาท เพื่อหารายได้จากภาคธุรกิจใหม่ แทนการผลิตและจำหน่ายน้ำมัน
"จึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนในบริษัทอาเซียนโปรแตสไมนิ่ง เพื่อเดินหน้าพัฒนาแหล่งแร่โพแทส อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ อยู่ระหว่างการรอออกใบอนุญาตสัมปทานบัตร จากกระทรวงอุตสาหกรรม และผลการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายการผลิต 1 ล้านตันต่อปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36,000 ล้านบาท) จึงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าจะเริ่มลงทุนเหมือนแร่โพแทสที่ชัยภูมิได้ภายในปีนี้"
......................
(บางจากฯ'บิน' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน))



