
เชิดชูสตรีแห่งสันติชายแดนใต้
14 มี.ค. 2557
สังคม : เชิดชูสตรีแห่งสันติชายแดนใต้
จิตใจที่มุ่งกระทำสู่สันติและความสงบสุขของสังคม ย่อมได้รับการสนับสนุน และกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือกันสร้างความสวยงามให้สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีสถานการณ์เหมือนไฟลุกท่วม แตก็ยังมีมุมสงบจากพลังของสตรีแฝงอยู่เช่นกัน เหตุนี้องค์กรอ๊อกแฟม ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิยูนิลิเวอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาชนสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และภาคคีเครือข่าย จึงจัดพิธีมอบรางวัล “สตรีต้นแบบ” ให้กับ 10 สตรีผู้นำ ที่ทำงานเสียสละให้แก่ชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเปิดนิทรรศการ “ดอกไม้กลางไฟใต้” ร้อยเรียงเรื่องเล่าจากดินแดนใต้ ถ่ายทอดผ่านเลนส์โดย 7 ช่างภาพสารคดีชื่อดัง โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล ภายในพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เมื่อวันก่อน
รางวัลนี้ผ่านการพิจารณาอย่างเคร่งครัดจนได้ 10 สตรีแถวหน้า ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมจากชุมชนจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ กัลยา โสพาศรี, ดวงสุดา สร้างอำไพ, นฤมล สาและ, นิเด๊าะ อิแตแล, มาริสา สมาแห, แยน๊ะ สะแลแม, สม โกไศยกานนท์, สีตีนอร์ เจ๊ะเล๊าะ, อรอุมา ธานี และ อารีด้า สาเม๊าะ ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ที่สูญเสียสามีและบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวจากเหตุการณ์ “กรือเซะ” และ “คดีตากใบ” รวมถึงเหตุรุนแรงรายวัน ที่อยู่อาศัยถูกเผาทำลาย สูญเสียอาชีพหรือแหล่งทำกิน ทั้งหมดได้ลุกขึ้นสู้ นำพาตัวเองสู่การทำงานเพื่ออุทิศแก่ชุมชน เป็นผู้นำในองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ
นิเด๊าะ อิแตแล นักขับเคลื่อนเพื่อชุมชนที่เข้มแข็ง เล่าให้ฟังว่าชุมชน ต.บาโงยซิแน ใน จ.ยะลา เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ผู้หญิงส่วนมากลุกมาร่วมมือกันทำเกษตรกรรมจากรากหญ้าไม่รู้เรื่องธุรกิจอะไร จนมีฐานะหน้าที่ที่มั่นคง กระทั้งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบโรงงานข้าวเกรียบของชุมชนต้องโดนเผาทำลาย เราก็ไม่ท้อถอยต้องทำงานกันอย่างรอบคอบพร้อมสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้น โดยคิดว่าผู้หญิงมีศักยภาพหลายอย่าง และแก้ไขปัญหาได้นุ่มนวลเหมือนดอกไม้ ขณะเดียวกันก็เป็นดอกไม้ที่แข็งแรงอดทนไม่ท้อถอยล้มตายง่ายๆ เมื่อเราทำงานตรงนี้ ทำเพื่อสังคมและครอบครัว อยากให้เกิดสันติสุข แรงบันดาลใจที่ได้จากรางวัลนี้เป็นพลังที่จะไปช่วยเหลือเกิดสันติสุขในชุมชนได้อีกต่อไป
ในความรู้สึก ดวงสุดา สร้างอำไพ สาวไทย-พุทธ จาก อ. ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ผู้สูญเสียบิดาจากสถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2547 จากนั้นอีก 3 ปี ปู่ของเธอก็โดนฆ่าตัดคอและเผาบ้าน ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องครอบครัวและชุมชน ด้วยวิธีเข้าร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ จัดรายการวิทยุเป็นกระบอกเสียงระหว่างคนไทยพุทธและมุสลิม เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คิดถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
"เราต้องหันหน้าเข้ามาสู้กับปัญหา สู้แล้วตายก็ยังดีกว่าไม่สู้แล้วให้เขามาฆ่าเรา ทุกวันนี้จึงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเล็กๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ให้ดีขึ้น ได้แลกเปลี่ยนปัญหากับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่หลากหลายออกไป อย่างแนะนำผู้หญิงให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่เจอ ด้วยความคิดที่ว่าสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ต้องเจอการสูญเสียและการพลัดพรากแต่เราจะทำอย่างไรให้ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้โดยไม่ทำให้ชีวิตเราเจ็บปวดไปตลอด หรือจมปลักกับความสูญเสียทุกวัน ผู้หญิงเป็นเพศที่อดทนได้มากกว่าผู้ชายและคิดว่าผู้หญิงสามารถทำอะไรให้โลกนี้ได้มากมายถ้ารู้จักก้าวผ่านและพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส จะได้ประโยชน์มากว่าการนั่งเสียใจแน่นอน" ดวงสุดา กล่าวทิ้งท้าย



